บทนำ
การทำโครงงานครั้งนี้เป็นการศึกษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน
โดยคณะผู้จัดทำโครงงานได้ตั้งหัวข้อของโครงงานและดำเนินวิธีการจัดทำโครงงานที่เกี่ยวข้องและครอบคลุมหัวข้อดังต่อไปนี้
1.ความสำคัญและความเป็นมา
2.วัตถุประสงค์การทำโครงงาน
3.กรอบแนวคิดของการทำโครงงาน
4.คำนิยามศัพท์
5.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ความสำคัญและความเป็นมา
การดำรงชีวิตในปัจจุบันทุกครอบครัวจำเป็นจำเป็นต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า พัดลมไฟฟ้า เป็นต้น
ซึ่งการใช้เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้ในระยะยาวนั้นจำเป็นต้องรู้จักวิธีการบำรุงรักษาหรือดัดแปลงเครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านั้นเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
รวมทั้งเพื่อให้มีรูปแบบหรือวิธีการใช้ที่แปลกใหม่อีกด้วย
ดังนั้นงานช่างจึงเข้ามามีบทบาทในการซ่อมแซมและดัดแปลงเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆซึ่งงานช่าง
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวัสดุต่างๆให้เกิดประโยชน์
นำความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ไปใช้ในการปฏิบัติจริง
จะทำให้เครื่องอำนวยความสะดวกหรือเครื่องใช้ในบ้าน
มีความคงทนและสามารถใช้งานได้นานและทำให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น งานช่างในบ้านเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับของใช้ในบ้านเป็นส่วนใหญ่และการที่จะเลือกบำรุงรักษาและซ่อมแซมหรือดัดแปลง
ควรมีทักษะความรู้และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อให้ของใช้ในบ้านไม่เสียหายหรือเกิดอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติงาน
ดังนั้นควรมีการศึกษาหาความรู้อย่างชัดเจนและถูกต้องเพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย
ความสำคัญของอุบัติภัย
การใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศนั้นทำเกิดการพัฒนาที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ
ด้าน ทั้งด้านการคมนาม การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม
การขนส่ง การก่อสร้างและการเกษตรกรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการคมนาคม การขนส่งที่มียานพาหนะเพิ่มขึ้น
ด้านอุตสาหกรรมเกิดมีโรงงานเพิ่มขึ้น ด้านการก่อสร้างที่มีความเจริญรุดหน้า
และมีสิ่งก่อสร้างอยู่ทั่วไป ทางด้านเกษตรกรรมได้มีการใช้สารเคมีการเกษตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หน่วยศึกษานิเทศก์สำนักพัฒนาการพลศึกษา กีฬาและนันทนาการ (2544:9)
กล่าวว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อุบัติภัยคือโรคซึ่งเกิดจากการพัฒนาในต่างประเทศนั้นเมื่อมีแผนพัฒนาประเทศแล้วก็จะต้องมีแผนป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติควบคู่กันไปด้วยจึงทำให้สามารถป้องกันคนบาดเจ็บและตายจากอุบัติภัยได้
ลดการสูญเสียอันเกิดจากอุบัติเหตุได้แสดงว่ายิ่งมีการพัฒนาประเทศมากขึ้นเพียงไรประชาชนก็ยิ่งบาดเจ็บและตายจากอุบัติภัยเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
2.วัตถุประสงค์การทำโครงงาน
2.1 เพื่อศึกษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในบ้าน โดยเน้นการศึกษาปัญหาและสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุผลที่เป็นปัญหาใหญ่ๆ
ภายในบ้าน คือ การเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน
การได้รับอุบัติเหตุจากอุปการณ์เครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านและเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยภายในสังคมซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา0505209
วิทยาศาสตร์สุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน
2.2 เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
3.กรอบแนวคิดของการทำโครงงาน
การป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
4.คำนิยามศัพท์
4.1 “5S
เทคนิค” เป็นเทคนิคใช้ในการบริหารงานความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพ
ของการผลิต ซึ่ง “5S” เป็นคำย่อมาจากอักษรตัวแรกของคำในภาษาญี่ปุ่นและมีความหมายดังนี้
1.SEIRI
(เซริ)
คือการจัดแยกสิ่งของให้เรียบร้อย โดยแยกให้ชัดระหว่างสิ่งของที่จำเป็นและสิ่งของที่ไม่จำเป็น
สิ่งของที่จำเป็น สิ่งของที่ไม่จำเป็นก็ให้ขจัดทิ้งไป
2.SEITON
(เซตง)
คือการจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ โดยวางสิ่งของที่จำเป็นให้เป็นที่หยิบได้ง่าย
และสะดวก
3.SEISO
(เซโซ)
คือการทำความสะอาด ปัดกวาด เช็ดถูเป็นประจำ
4.SEIKETSU
(เซเคทซึ)
คือการรักษา 3S ได้แก่ SEIRI
SEITON และ SEISO
ไว้ (จัดแยก จัดวาง
ดูและความสะอาด)
5.SHUTSUKE
(ซิคซิเคะ)
คือการรักษาหรือปฏิบัติสิ่งที่กำหนดไว้ทั้ง 4S (SEIRI SEITON SEISO SEIKETSU) อย่างถูกต้องจนเป็นนิสัย
4.2 คำว่า “KTY”
ย่อมาจากคำต่อไปนี้
1.KIKEN (คิเค็น) = อันตราย
2.YOSHI
(โยชิ) =
คาดการณ์อันตรายไว้ล่วงหน้า
3.TRAINNING
(เทรนนิ่ง) =
ฝึกอบรมหรือฝึกปฏิบัติให้มีความชำนาญและหาทางป้องกัน
4.3 บ้านหรือที่อยู่อาศัย
หมายถึง สถานที่ที่บุคคลในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่
4.4 ความต้องการขั้นพื้นฐานทางสรีรวิทยา
(Fundamental physiological needs) หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมของบ้านที่พักอาศัยให้มีความเหมาะสมกับความต้องการทางด้านสรีรวิทยา
4.5 ต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา
(Fundamental Psychological Needs) หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆของบ้านที่พักอาศัยให้ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตหรือความสุขทางใจของผู้อยู่อาศัยได้ด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างกันออกไป
4.6 อุบัติเหตุ (Accident)
หมายถึง เหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือคาดคิดมาก่อนทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน
บุคคลได้รับอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจอาจบาดเจ็บ พิการ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
4.7 ความปลอดภัย (Safety)
หมายถึง การปราศจากภัย
4.8 อันตราย (Danger)
หมายถึง
ระดับความรุนแรงที่เป็นผลเนื่องมาจากภัย อันตรายจากภัยอาจจะมีระดับสูงหรือมากน้อยก็ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการในการป้องกัน
4.9 ภัย (Hazard)
หมายถึง สภาพการณ์ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อบุคคลหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือวัสดุหรือกระทบกระเทือนต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการปกติของบุคคล
4.10 การจัดการงานก่อสร้าง
หมายถึง
กระบวนการจัดการในการใช้ทรัพยากรทางด้านงานก่อสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดอันได้แก่
คน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม
โดยจัดให้อยู่ในระบบระเบียบสามารถดำเนินการโดยสะดวก
ราบรื่นและปราศจากอุปสรรคในระหว่างการดำเนินการหรือมีก็ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเพื่อให้ผลงานบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดโดยเจ้าของโครงการ
5.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 รู้จักวิธีการป้องกันตนเองจากภาวะเสี่ยงเรื่องการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน
5.2 มีความรู้เพื่อใช้ในการต่อยอดการศึกษา
5.3 สามารถแนะนำความรู้ที่ได้ให้กับนิสิต/นักศึกษา
หรือผู้ที่ใกล้ชิดให้รู้ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุภายในบ้าน
ความหมายและความสำคัญของที่พักอาศัย
มนุษย์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องร่างกายจากฝน ลมหรือสัตว์ร้ายต่างๆที่จะมาทำอันตรายต่อมนุษย์เอง
ดังนั้นมนุษย์จึงต้องอาศัยในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
มนุษย์ในยุคแรกๆ นิยมอาศัยอยู่ในถ้ำหรือตามโตรกผาต่างๆเพื่อกันลมและฝนรวมไปถึงสายฟ้าผ่า
ฟ้าแลบ ฟ้าร้องอีกด้วย เนื่องจากมนุษย์ในอดีตยังไม่เข้าใจหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือเกษตรกรรมจึงไม่รู้จักการสร้างบ้าน
(มนุษย์ยุคหลังจากนั้นนิยมสร้างบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยที่สะอาดและสะดวกสบายกว่าถ้ำ
และมักสร้างริมแม่น้ำเพื่อสะดวกในการเพาะปลูก) หรือการปลูกพืช
เพียงแค่ล่าสัตว์และเก็บพืชผักสะสมอาหารเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
แต่ในช่วงยุคหลังๆมนุษย์เริมเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์เลิกกลัวลมฟ้าอากาศและเริ่มเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ
การเกษตรและการ ปศุสัตว์จึงเริ่มหันมาปลูกบ้านเป็นที่อยู่ถาวรเลิกเร่ร่อนล่าสัตว์หรือเก็บของป่าแล้วมาเพาะปลูกพืชต่างๆแทน
รวมไปถึงเริ่มรู้จักประโยชน์ของแม่น้ำและสร้างบ้านใกล้แหล่งน้ำเพื่อเพาะปลูกและใช้อาบกิน
มนุษย์ยุคปัจจุบันไม่ได้สร้างบ้านติดแม่น้ำเพื่อการเกษตรอีกต่อไปแต่ใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยในครอบครัวเป็นแหล่งที่ประกอบอาชีพหรือพักผ่อนหย่อนใจและในปัจจุบันการสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยต่างๆ
เพื่อจุดประสงค์เดียวกับในอดีตนั้นหายากขึ้นและแทบไม่ปรากฏในบริเวณตัวเมืองหรือเขตประชากรหนาแน่นเลย
บ้านและความสำคัญของบ้าน
บ้านหรือที่อยู่อาศัย หมายถึง สถานที่ที่บุคคลในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ที่พักอาศัยนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นมากสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์โดยทั่วไปและเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
หลักสำคัญในการสร้างบ้านหรือที่พักอาศัยให้ถูกสุขลักษณะ
ควรคำนึงถึง
1.ความต้องการขั้นพื้นฐานทางสรีรวิทยา
(Fundamental physiological needs)
หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมของบ้านที่พักอาศัยให้มีความเหมาะสมกับความต้องการทางด้านสรีรวิทยา
เช่น
1.1 การระบายอากาศที่เหมาะสม
1.2 แสงสว่าง
1.3 บริเวณบ้าน หมายถึงพื้นที่นอกเหนือจากการใช้ปลูกสร้างบ้าน
1.4 การป้องกันเหตุรำคาญต่างๆ
บ้านที่พักอาศัยจะต้องปราศจากเหตุรำคาญต่างๆ
2.ต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา (Fundamental Psychological Needs)
หมายถึง การจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆของบ้านที่พักอาศัยให้ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตหรือความสุขทางใจของผู้อยู่อาศัยได้ด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างกันออกไป
สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างน้อยควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
2.1 ความเป็นส่วนตัวขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลซึ่งมีไม่เหมือนกัน
2.2 ความสง่างาม ช่วยให้ผู้อยู่เกิดความภาคภูมิใจและเกิดความสุขทางใจได้
2.3 ชีวิตปกติของครอบครัวและชุมชน
2.4 ความสะอาด
ที่พักอาศัยจำเป็นต้องรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ เสมอเพราะจะช่วยส่งเสริมให้เกิดสุขภาพกายสุขภาพจิตแก่ผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างดี
2.5 ความสะดวกสบาย ผู้อยู่อาศัยย่อมต้องการที่จะให้ที่พักอาศัยของตนมีสิ่งอำนวยความ สะดวกสบายมีสาธารณูปโภค
3.การป้องกันหลีกเลี่ยงโรคติดต่อ (Provision Against Communicable Diseases)
บ้านที่พักอาศัยจำเป็นจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆ
อย่างน้อยควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้น้ำดื่มน้ำใช้ (ควรจัดให้มีทั้งคุณภาพและปริมาณ
คือ มีความสะอาดได้มาตรฐานของน้ำดื่มมีปริมาณเพียงพอแก่การใช้ภายในครอบครัว) การกำจัดสิ่งขับถ่ายของเสีย
(มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะใช้ประจำครัวเรือนให้เพียงพอกับจำนวนสมาชิก เช่น ครอบครัว 5-6 คน ต้องมีส้วมอย่างน้อย 1 ที่) การกำจัดขยะ (ขยะที่เกิดขึ้นจากครัวเรือนต้องได้รับการเก็บรวบรวมไว้ในถังขยะที่ถูกหลักสุขาภิบาลและให้พ้นจากการรบกวนของแมลง
สัตว์เลี้ยงรวมทั้งไม่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญ) การเก็บรักษาอาหาร (ที่พักอาศัยต้องมีการจัดเก็บอาหาร
ภาชนะ บรรจุอาหารไว้ในที่ปลอดภัยปราศจากการปนเปื้อนหรือสัมผัสกับสิ่งสกปรกต่างๆ) ห้องนอนควรมีพื้นที่เพียงพอ
4.การป้องกันอุบัติเหตุ (Provision Against Accidents)
อุบัติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดหมายอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆภายในบ้านซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณาจัดทำคือ
4.1 ทำเลที่ตั้ง
4.2 วัสดุและการก่อสร้าง
4.3 การป้องกันอัคคีภัย
4.4 ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน
ความหมายของอุบัติเหตุ
การเกิดอุบัติเหตุในการทำงานแต่ละครั้งมิใช่จะเกิดขึ้นจากโชคชะตาหรือเคราะห์กรรมของแต่ละบุคคล
หากแต่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุที่ชี้ชัดลงไปได้ การเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงานจะเกิดขึ้นโดยการแก้ไขป้องกันที่สาเหตุของอุบัติเหตุได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คำว่า
“อุบัติเหตุ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำนิยามไว้ว่า
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันคิด ความบังเอิญ
อุบัติเหตุ (Accident) หมายถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้วางแผนไว้ล่วงหน้าซึ่งก่อให้เกิดความบาดเจ็บ พิการ
หรือตายและทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ความหมายในเชิงวิศวกรรมความปลอดภัย นอกจากความหมายข้างต้นแล้ว “อุบัติเหตุ” ยังมีความหมายครอบคลุมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อขบวนการผลิตปกติทำให้เกิดความล่าช้า
หยุดชะงักหรือเสียเวลาแม้จะไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บพิการก็ตาม”
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นมิได้ตั้งใจหรือมิได้คาดคิดมาก่อนและเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สินของคนเรา
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและเหตุการณ์นั้นต้องทำให้คนอื่นถึงแก่ความตาย
บาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหาย
อุบัติเหตุ (Incidence) คือ เหตุการณ์ซึ่งเกิด
(อุบัติ) ขึ้นอาจจะเป็นเหตุการณ์ดีหรือเหตุการณ์ร้ายก็ได้ ส่วนอุบัติภัย (Accident)
คือเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันมาก่อน โดยไม่เจตนาเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจและอาจทำให้สูญเสียชีวิตได้ด้วย
การใช้คำ “อุบัติเหตุ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
Accidents ที่แล้วๆ มาจึงไม่ตรงกับศัพท์ที่ถูกต้อง
แต่ก็ได้ใช้กันมานานจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว
อุบัติเหตุ
(Incidence) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายหรือเหตุการณ์ดีก็ได้ แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุแล้วมักจะนึกถึงแต่เหตุร้ายไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องดีจึงตรงกับคำว่า
Accidents ซึ่งนิยมใช้กันมาจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ส่วนอุบัติภัย
(Accident) คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ไม่คาดฝันมาก่อนเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกายและจิตใจรวมทั้งอาจเป็นอันตราย
ถึงแก่เสียชีวิตได้ทั้งกับตนเองและผู้อื่น
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์หรืออันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดหรือตั้งใจมาก่อนซึ่งมีผลให้บุคคลได้รับบาดเจ็บ
อันตราย ตายหรือสูญเสียทรัพย์สิน ส่วนคำว่า “อุบัติภัย” ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างกว้างขว้างนั้นมีความหมายว่า
“อันตรายหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล”
คำว่า “อุบัติเหตุ” หรือ
“อุบัติภัย” จึงมีความหมายคล้ายกัน
สรุป
ได้ว่า อุบัติเหตุ (Accident) หมายถึง เหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือคาดคิดมาก่อนทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน
บุคคลได้รับอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจอาจบาดเจ็บ พิการหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
คำจำกัดความ
ก่อนที่จะได้ศึกษาถึงสาเหตุของอุบัติเหตุและการป้องกันต่อไป
สมควรที่จะได้ทราบคำจำกัดความของคำต่างๆที่เกี่ยวข้องกันดังนี้
ภัย (Hazard) เป็นสภาพการณ์ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อบุคคลหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือวัสดุหรือกระทบกระเทือนต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการปกติของบุคคล
อันตราย (Danger) หมายถึง ระดับความรุนแรงที่เป็นผลเนื่องมาจากภัย
(Hazard) อันตรายจากภัยอาจจะมีระดับสูงหรือมากน้อยก็ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการในการป้องกัน
เช่น การทำงานบนที่สูงสภาพการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นภัย (Hazard) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บถึงตายได้หากมีการพลัดตกลงมาในกรณีนี้ถือได้ว่ามีอันตรายอยู่ระดับหนึ่ง
หากแต่ละระดับอันตรายจะลดน้อยลงถ้าผู้ปฏิบัติงานใช้สายนิรภัย (Harness) ขณะทำงานเพราะโอกาสของการพลัดตกและก่อให้เกิดความบาดเจ็บลดน้อยลง
ความเสียหาย (Damage) เป็นความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือความสูญเสียทางด้านกายภาพ
หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อการปฏิบัติงาน
หรือความเสียหายทางด้านการเงินที่เกิดขึ้น เนื่องจากการขาดการควบคุมภัย
ความปลอดภัย (Safety) โดยปกติทั่วๆไป
หมายถึง “การปราศจากภัย” ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดภัยทุกชนิดให้หมดไปโดยสิ้นเชิง ความปลอดภัยจึงให้รวมถึงการปราศจากอันตรายที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นด้วย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอยู่อาศัย
การตั้งถิ่นฐานเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบๆตัว
จึงเกิดการรวมกลุ่มเพื่อตั้งบ้านเรือนและจัดการกับสิ่งรอบตัวให้เหมาะกับการดำรงชีพ
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานนั้นๆดังนี้
ก.ปัจจัยทางกายภาพ
1.โครงสร้างและระดับความสูงของพื้นที่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา
เนื่องจากลักษณะพื้นที่กว้างขวางราบเรียบทำให้สามารถเพาะปลูกได้สะดวกและเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชได้หลายชนิดมากกว่า
สำหรับพื้นที่สูงหรือทุรกันดารซึ่งเข้าถึงลำบากนั้นมีเหตุจูงใจให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง เช่น เพื่อความปลอดภัยจากการรุกรานหรือหากจำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานตามภูเขาก็มักจะเลือกอยู่อาศัยในลาดเขาด้านที่เหมาะสม
2.อากาศ อากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะดินและพืช
สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและวิถีการดำรงชีวิตจากแผนที่แสดงการกระจายตัวประชากรจะเห็นได้ว่า
ประชาชนจะอยู่กันหนาแน่นในเขตที่มีอากาศเหมาะสม ส่วนบริเวณที่มีอากาศปรวนแปรจะมีประชาชนเบาบางหรือปราศจากผู้อยู่อาศัย
นอกจากอุณหภูมิแล้วความชื้นของอากาศก็มีความสำคัญในแถบศูนย์สูตรที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นจะทำให้เหนื่อยง่าย
มีเหงื่อมาก ไม่สบายตัว ในเขตอากาศเย็นกว่าแถบละติจูดกลางอุณหภูมิเย็นพอเหมาะทำให้การตั้งถิ่นฐานหนาแน่น
3.น้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมากโดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย
น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว
ในบางแห่งที่ขาดฝนอาจหาแหล่งน้ำอื่นๆมาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล
ปัจจุบันมนุษย์สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำไปได้มาก เช่น การจัดการระบายน้ำของชาวดัตช์ ทำให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกไปในที่ลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลได้
สำหรับในประเทศไทยสามารถเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกริมทะเลด้วยการถมทะเลหรือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตามภาคต่างๆสิ่งเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงพื้นที่ชนบทให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างกว้างขวาง
ข.ปัจจัยทางวัฒนธรรม
การที่มนุษย์ครอบครองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ณ ที่ใดที่หนึ่งย่อมมีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ
รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกันและระหว่างถิ่นฐานต่างๆ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปในถิ่นฐานแต่ละแห่งสามารถจำแนกได้เป็น
1.ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อๆไป
กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ มักมีภาษาของตนเอง
จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เช่น การห้ามใช้ภาษาต่างประเทศเป็นวิธีที่จะให้ประชาชนหันมาสนใจและรักประเทศของตน ภูมิใจในชาติของตน
รวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนยิ่งขึ้น
2.ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม
ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น
สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น
วัด โบสถ์และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทางศาสนาจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้นๆ
ศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ
3.การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐานโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน
เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กฎหมายเกี่ยวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้
เป็นต้น
ค.ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี
ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
ได้แก่
1.การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพาะปลูกด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวและการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรนี้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก
ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอยเป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน เมื่อดำเนินไปหลายปีจะทำให้ดินเสื่อมสภาพลงและต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ
เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดูแลบำรุงดินที่ดีกว่าทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้
2.การเลี้ยงสัตว์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งานและไว้ขายส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
3.อุตสาหกรรม
เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อนในเนื้อที่น้อยต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต
มีการใช้แรงงานตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่งไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาดทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก
ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง
ความสัมพันธ์ของการตั้งถิ่นฐานกับสภาพแวดล้อม
เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มนุษย์จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มสร้างบ้านเรือนแหล่งที่อยู่อาศัย
ทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมร่วมกันและมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเมื่อเลือกสถานที่ที่จะตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยแล้ว
มนุษย์ก็เริ่มจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำรงชีพ
สิ่งแวดล้อมดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
ได้แก่ อากาศ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ มหาสมุทรพื้นดิน แร่ธาตุ ภูเขา
ป่าไม้และสัตว์ป่า เป็นต้น
2.สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ บ้านเรือน โรงเรียน
ถนน รถยนต์ เขื่อนกักเก็บน้ำเป็นต้นรวมตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
ระบบเศรษฐกิจและสังคมด้วย
สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นถิ่นฐานมนุษย์ โดยมีขนบธรรมเนียม ประเพณีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นและข้อจำกัดทางธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์และเป็นหลักสำหรับการอยู่ร่วมกันเพื่อให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างผาสุกและให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มนุษย์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกกันว่าระบบนิเวศ
ผลกระทบนั้นเป็นไปได้ทั้งในทางทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นหรือในทางทำลายให้เลวลง แต่ถ้าเราไม่มีการวางแผนเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานแล้ว
ย่อมทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมลง
การตั้งถิ่นฐานที่ขาดการควบคุมย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการที่เรามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขยายการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐาน
เช่น ถนน เขื่อนสนามบิน ท่าเรือ เป็นต้น
การที่เราเร่งผลิตสินค้าและบริการให้ทันกับความต้องการของถิ่นฐานที่ขยายใหญ่ขึ้นเหล่านี้ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากๆ
จากกระบวนการพัฒนาและการผลิตนี้เองทำให้มีของเสียเหลือทิ้งออกมาในรูปต่างๆเจือปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งทำให้ความสมดุลของธรรมชาติเสียไปเมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลายและมีของเสียปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก
สิ่งแวดล้อมก็จะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและอาจจะรุนแรงถึงขั้นเป็นพิษเป็นภัยได้
การที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและเป็นพิษจะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์อีกทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีการหยุดยั้งและไม่ระมัดระวังจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่านั้น
แต่ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรูปปัญหาทางสังคมอีกซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดีมีคุณภาพเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า
ประเภทของการเกิดอุบัติเหตุ
ชนิดของอุบัติเหตุภายในบ้าน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายในบ้านอาจจำแนกออกเป็นชนิดต่างๆได้ดังนี้
1.การพลัดตกหกล้ม
2.ไฟไหม้น้ำร้อนลวก
3.การถูกของแหลมคม อุปกรณ์และอาวุธปืน
4.การได้รับสารพิษ
5.การได้รับแก๊สหุงต้ม
6.ทางเดินหายใจอุดตัน
7.การจมน้ำ
1.อุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้ม
อุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้ม
มักเกิดขึ้นกับเด็กเล็กและผู้สูงอายุทำให้เกิดการบาดเจ็บมีบาดแผล ข้อเคล็ด
กระดูกหักหรือแตกได้ หากศีรษะถูกกระแทกที่พื้นสมองอาจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้
สาเหตุของการพลัดตกหกล้ม
การพลัดตกหกล้มมักมีสาเหตุสำคัญดังต่อไปนี้
1.ความประมาทและขาดความระมัดระวัง มักก่อให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้านได้อย่างเสมอ
เช่น การสะดุดวัตถุสิ่งของที่วางทิ้งไว้บนพื้นห้องหรือขั้นบันได
การลื่นไถลบนพรมเช็ดเท้าหรือบนพื้นที่ลื่น การยกของสูงหรือของใหญ่ๆ
ขณะเดินขึ้นบันไดโดยมองไม่เห็นขั้นบันได การยืนบนเก้าอี้ หรือวัตถุอื่นที่คลอนแคลน
การปีนป่าย การวิ่งเล่นและสะดุดสิ่งของ
2.ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น การวางสิ่งของตามขั้นบันได
การวางสิ่งของระเกะระกะ เป็นต้น
3.การขาดการดูแลเอาใจใส่ในการรักษาความสะอาดและการขาดการซ่อมแซมสิ่งต่างๆ
ที่ชำรุดเสียหาย เช่น ไม่ทำความสะอาดห้องน้ำทำให้พื้นลื่น พื้นบ้านสกปรกเลอะเทอะ
พื้นบ้านหรือบันไดชำรุด เป็นต้น
4.การออกแบบหรือการก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย
เช่น พื้นบ้านต่างระดับ สูงบ้าง ต่ำบ้าง
การทำระเบียงที่ไม่มีลูกกรงสูงกั้น
การออกแบบลูกกรงบันไดที่ห่างเกินไป เป็นต้น การพลัดตกหกล้มที่พบในเด็กๆ
มักเกิดจากการปีนป่ายและการลื่น ส่วนใหญ่ในคนหนุ่มสาวมักเกิดจากการตกจากที่สูง สำหรับผู้สูงอายุอุบัติเหตุมักเกิดจากการลื่นหกล้มโดยเฉพาะในห้องน้ำและบันได
การป้องกันอุบัติเหตุจาการพลัดตกหกล้ม
การป้องกันอุบัติเหตุจาการพลัดตกหกล้มเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการพลัดตกหกล้มควรป้องกันดังนี้
1.การระมัดระวัง
ควรระมัดระวังตัวอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน วิ่งเล่น
ยกสิ่งของที่หนักหรือใหญ่เกินไปและการหยิบของในที่สูงซึ่งควรใช้บันไดหรือโต๊ะ
เก้าอี้ ที่แข็งแรงมั่นคงในการปีน ไม่ควรใช้เก้าอี้ต่อซ้อนกันหลายชั้น
2.การรักษาความสะอาด
ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรรักษาความสะอาดของบ้านเรือน และจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ให้กีดขวางทางเดินหรือบันได
พื้นบ้านควรเช็ดให้แห้ง นอกจากนั้นควรปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ชำรุดเสียหาย เช่น
พื้นบ้านชำรุด บันไดหัก ฝาท่อน้ำแตก เป็นต้น
3.การออกแบบและก่อสร้างบ้าน ควรออกแบบบ้านที่ไม่ยกพื้นบ้านหลายๆ
ระดับปูพื้นด้วยไม้และปูพื้นห้องน้ำด้วยกระเบื้องโมเสดชนิดหยาบ
พื้นบ้านไม่ควรขัดเป็นมันหรือใช้น้ำมันขัดเงา ออกแบบสร้างบันไดที่ไม่ชัด
มีราวบันไดแข็งแรงมั่นคงและมีช่องราวบันไดถี่ๆ เพื่อเด็กจะได้ไม่ลอดหล่อนลงมาขณะที่ลื่นหกล้ม
2. อุบัติเหตุจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
การตายจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีประมาณ
1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดภายในครัวเรือนซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุมีผลให้บุคคลได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพอง
ปวดแสบปวดร้อน ร่างกายทุกข์ทรมาน อันตรายถึงกับเสียชีวิตและสูญเสียทรัพย์สินด้วยโดยอันตรายที่เกิดขึ้นแท้จริง
มิได้เกิดจากเปลวไฟแต่เกิดจากควันไฟประมาณกันว่าร้อยละ80 ของคนที่ติดอยู่ในกองเพลิงเสียชีวิต
จากการสำลักควันไฟก่อนจะถูกเปลวไฟเผาไหม้ตามร่างกาย
สาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
การเกิดไฟไหม้
น้ำร้อนลวกมีสาเหตุดังนี้
1.ความประมาทเลินเล่อ มักเกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่ที่ยังดับไม่สนิทลงในตะกร้าทิ้งเศษกระดาษ
การใช้ไม้ขีดไฟแล้วปิดกลักไม่สนิท การจุดธูปเทียนไหว้พระแล้วปล่อยทิ้งไว้
การใช้วัตถุไวไฟ เช่น ทินเนอร์ เบนซิน นำยาซักแห้ง ใกล้ไฟ
2.การขาดความรู้และไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆรวมทั้งการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไป
การใช้ไฟหลายทางพร้อมๆกันจากสายไฟเส้นเดียวหรือใช้เต้าเสียบเดียวกับปลั๊กเสียบหลายตัวซึ่งอาจทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านเกินกำลังไฟฟ้าช็อตหรือไฟฟ้าลัดวงจรได้
3.ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การที่เด็กดึงผ้าปูโต๊ะที่วางกระติกน้ำร้อนทำให้กระติกน้ำร้อนหล่อนลงมาและน้ำร้อนลวกได้
การที่เด็กใช้วัสดุหรือนิ้วมือแหย่ปลั๊กไฟ การที่เด็กเอามือไปแตะที่กาน้ำร้อนหรือของร้อนที่วางไว้ใกล้มือ
การเล่นไม้ขีดไฟ ไฟแช็กในเด็กๆ การใช้เบนซินหรือน้ำมันก๊าดสำหรับก่อไฟในการหุงต้ม
4.อุบัติเหตุต่างๆ ได้แก่
อุบัติเหตุจาการแตกรั่วของท่อแก๊สหุงต้มอาหาร อุบัติเหตุจาการใช้ไฟฟ้า เช่น การลัดวงจร
การใช้ไฟฟ้าเกินกำลังทำให้ไฟช็อด อุบัติเหตุจากลูกไฟจากปล่องไฟของโรงงานลอบไปตกบนสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
5.ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า
ในขณะที่พายุหรือฝนตกหนัก หากไม่มีสายล่อฟ้าที่ถูกต้องก็จะเกิดไฟไหม้ได้หรือการสันดาปของสารเคมีบางชนิด
เช่น ฟอสฟอรัสเหลือง ฟอสฟอรัสขาวที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ
6.สาเหตุอื่นๆ เช่น การวางเพลิง
การวางระเบิด การติดต่อลุกลามจากไฟไหม้บริเวณใกล้เคียง เป็นต้น
การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้
น้ำร้อนลวก
การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้
น้ำร้อนลวกมีดังนี้
1.การรู้จักระมัดระวังไม่ประมาท เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ต้องดับให้สนิทเสียก่อน
เก็บวัตถุไวไฟในที่ปลอดภัยห่างจากเปลวไฟหรือห้องครัว ไม่สูบบุหรี่ที่เตียงนอน ไม่จุดธูปเทียนไหว้พระทิ้งไว้
ห้ามเด็กเล่นไฟ จุดพลุหรือจุดดอกไม้ไฟเล่นและตรวจสภาพเตาแก๊สและถังแก๊สอยู่เสมอ
2.การศึกษาหาความรู้ ปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
อย่างเคร่งครัด เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีขนาดเหมาะสมกับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้
หมั่นตรวจตราอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ หากชำรุดต้องรีบเปลี่ยนทันที
อย่าใช้ไฟฟ้ามากเกินขนาดของสายไฟฟ้าที่มีอยู่และอย่าใช้เต้าเสียบตัวเดียวกับปลั๊กเสียบหลายตัวเพราะกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเต้าเสียบมาก
สายไฟจะร้อนจัดและลุกไหม้ได้ นอกจากนั้นเวลาที่จะต่อสายไฟฟ้าหรือเดินสายไฟฟ้าหรือทำการต่อฟิวส์จะต้องยกสะพานไฟก่อนทุกครั้งหรือหากไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอควรให้ช่างไฟฟ้าเป็นผู้ซ่อมแซมแก้ไข
3.การให้คำแนะนำ บอกหรืออบรมสั่งสอนสมาชิกในบ้านให้รู้จักปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดภัย
เช่น แนะนำให้จับตัวปลั๊ก เมื่อจะเสียบหรือถอดปลั๊กไฟ อย่าใช้การดึงหรือกระชากสายไฟ
อย่าตอกตะปูทับสายไฟฟ้าหรืออย่าขึงลวดราวตากผ้าทับสายไฟฟ้า เวลาที่มือหรือเท้าเปียกชื้นหรือพื้นที่บริเวณเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นชื้นแฉะหรือเครื่องไฟฟ้าที่ต้องการใช้นั้นเปียกน้ำ
ต้องงดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดทันทีเพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าได้ดีมากและไม่ควรเล่นว่าวใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง
รวมทั้งไม่ใช้ไฟฟ้าจับปลาเด็ดขาดเพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตได้และผิดกฎหมายด้วย
4.การติดตั้งและข้อควรระมัดระวังเกี่ยวกับอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
เพื่อความปลอดภัย ควรติดตั้งเต้าเสียบ ให้สูงกว่าพื้นไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กเอานิ้วแหย่เล่นหรือใช้โลหะไชเข้าไป
ควรต่อสายลงดินสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ใช้สวิตซ์เต้าเสียบ และขั้วหลอดไฟฟ้าชนิดที่มีฉนวนหุ้มมิดชิด
เลือกใช้ฟิวส์ที่มีขนาดเหมาะกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้เท่านั้น
และไม่ใช้ลวดทองแทนฟิวส์เป็นอันขาด ในการตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทตู้เย็นหรือโทรทัศน์ควรตั้งให้ตู้ห่างฝาเกิน10 เซนติเมตร และไม่ควรวางเศษผ้า เศษกระดาษหรือขยะไว้ด้านหลังเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อจะได้ระบายความร้อนได้สะดวกไม่เปลืองไฟฟ้าและป้องกันการลุกไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ไม่ควรติดตั้งสวิตซ์ไฟฟ้า เต้าเสียบหรือนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องป้องกันอย่างเพียงพอไว้ภายในห้องน้ำเพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าได้ดีและไม่ควรติดตั้งสายและอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้กับตู้เลี้ยงปลาด้วย
เพราะอาจรั่วได้ หากติดตั้งไม่ถูกต้องและใช้ไม่เหมาะสม ถ้าต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้านำปั๊มลมมาใช้ควรต่อครอบโลหะลงดิน
สำหรับการป้องกันเพลิงไหม้จากไฟฟ้าซึ่งแผนดับเพลิงพิทักษ์ประชา 29 ได้แนะนำไว้มีดังนี้
-
อย่าใช้ลวดทองแดงแทนฟิวส์
- อย่าใช้ฟิวส์ผิดขนาด
ไปจากมาตรฐานที่การไฟฟ้ากำหนด
-
อย่าใช้ไฟฟ้าเกินขนาดของสายไฟ
- อย่าใช้กระดาษทำโคมไฟ
-
อย่าเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ เมื่อเลิกใช้ควรถอดออกทุกครั้ง
-
อย่าต่อปลั๊กไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ ชนิด ในปลั๊กเดียวกัน
-
อย่าเดินสายไฟลอดใต้เสื่อหรือพรม
-
อย่านำวัตถุไวไฟใกล้กับแผงสวิทซ์ไฟฟ้า
-
ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามคำแนะนำของผู้ผลิต
-
ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานของสำนักงานมาตรฐาน กระทรวงอุตสาหกรรม
-ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนด้วยความระมัดระวัง
-
ควรมีระบบตัดไฟเพื่อป้องกันไฟฟ้าซ๊อตหรือรั่ว
ก่อนออกจากบ้านหรือก่อนเข้านอนทุกคืนควรตรวจดูให้ดีเสียก่อน
1.ธูปเทียนที่จุดเอาไว้
2.เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า
3.เตาแก๊ส
4.ก้นบุหรี่
5. การติดตั้งเครื่องตัดไฟ เครื่องมือตรวจจับความร้อนและควันไฟ
(Home Smoke Detectors) ระบบเตือนไฟไหม้ (Fire Warning System) และเครื่องดับเพลิงภายในบ้าน
ควรติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายต่างๆไว้ภายในบ้าน
เครื่องตัดไฟจะช่วยตัดไฟเมื่อเกิดไฟดูด ไฟรั่ว ไฟช๊อตหรือใช้ไฟมากเกินไฟ
ส่วนเครื่องเตือนกลิ่นควันไฟและระบบเดือนไฟไหม้จะช่วยให้ทราบเร็วขึ้นว่าเกิดการลุกไหม้ภายในบ้านแล้ว
สมาชิกทุกคนในบ้านจะได้เตรียมพร้อมเพื่อแก้ปัญหาและหาทางออกจากที่เกิดเหตุได้โดยรวดเร็ว
สำหรับเครื่องดับเพลิงนั้นควรจัดให้มีเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งเพราะใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภทและใช้ในการดับเพลิงขั้นต้นจากกระแสไฟฟ้า
ซึ่งต้องหมั่นตรวจสภาพให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันทีอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามพึงระลึกเสมอว่าเครื่องป้องกันอันตรายต่างๆ
มิใช่บ่งบอกว่าจะไม่เกิดอัคคีภัยเสมอไป สมาชิกทุกคนในบ้านจะต้องรู้จักระมัดระวังอันตรายและตรวจสอบเครื่องป้องกันอันตราย
และเครื่องเตือนภัยด้วยความสุขและความปลอดภัยจึงจะบังเกิดขึ้น
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้ มีดังนี้
1.ให้แจ้งข่าวเพลิงไหม้ทันทีต่อหน่วยดับเพลิงที่อยู่ใกล้บริเวณเกิดเหตุมากที่สุด
(สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ 199 191 หรือ 123)
2.ควรดับเพลิงด้วยเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งเพราะใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท หากไม่สามารถดับเพลิงขั้นต้นได้
ให้รีบปิดประตูห้องหรือหน้าต่างและอุดท่อต่างๆ ซึ่งจะทำให้ไฟลุกลามช้าลงไฟ
จากนั้นให้รีบหาทางออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด
ถ้าเป็นอาคารสูงให้หนีลงทางบันไดหนีไฟอย่าใช้ลิฟท์เป็นอันขาดเพราะเมื่อไฟฟ้าดังจะติดอยู่ในลิฟท์นั้น
อุบัติเหตุจากการถูกของแหลมคม
อุปกรณ์ อาวุธปืน
อุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีคมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
เช่น เครื่องใช้ในการทำครัวพวกมีด เครื่องบด เครื่องหั่นและเครื่องมือช่างพวกสว่าน
ไขควง ค้อน ตะปู รวมทั้งเครื่องมือทำสวนครัว พวกจอบ เสียม คราด เครื่องตัดหญ้า หากใช้โดยไม่ระมัดระวังก็จะเกิดอันตรายได้
สำหรับอาวุธปืนนั้นอันตรายมักเกิดกับเด็กวัยรุ่นหรือผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 5-34 ปี เพราะชอบคึกคะนองและเล่นสิ่งแปลกๆใหม่ๆ
ซึ่งอาวุธปืนนั้นมีผู้ครอบครองจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้องรวมทั้งไม่รู้จักวิธีการเก็บรักษา
อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นได้บ่อยจากปืนลั่นหรือการที่เด็กไปหยิบปืนที่มีลูกกระสุนมายิงเล่นกันทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
จากสถิติอุบัติเหตุการตายจากอาวุธปืนที่เกิดขึ้นในบ้านและนอกบ้านของประเทศสหรัฐอเมริกา
พบว่าเกิดขึ้นปีละประมาณ 1,500 ราย เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ตายจากอุบัติเหตุการใช้อาวุธปืนทุกวันๆ ละ1 คน ซึ่งพบว่าร้อยละ70 ของการเกิดอุบัติเหตุการยิงปืนหรือการลั่นไกในเด็กวัยรุ่นจะเกิดขึ้นขณะที่เด็กอยู่บ้านตามลำพัง
สาเหตุของอุบัติเหตุจากการถูกของแหลมคม
อุปกรณ์และอาวุธปืน
1.ความประมาท
เนื่องจากขาดความระมัดระวังในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์หรืออาวุธปืน
ทำให้รับบาดเจ็บอันตราย
2.ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความไม่รู้
ไม่มีทักษะในการใช้เครื่องมือหรืออาวุธปืนทำให้เกิดการผิดพลาดเป็นอันตรายต่อผู้นำไปใช้
3.ความอยากรู้ อยากลอง อยากเห็น โดยเฉพาะเด็กผู้ชายหรือเด็กวันรุ่นจึงนำอาวุธปืนมาเล่น
หรือทดลองซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
4.การจัดเก็บของแหลมคม
อุปกรณ์และอาวุธปืนที่ไม่เป็นระเบียบหรือเก็บไม่มิดชิดทำให้เด็กหรือคนในบ้านได้รับอันตรายหากไปสัมผัสหรือหยิบใช้โดยไม่รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง
5.การขาดการดูแล หรือสำรวจเครื่องมือเครื่องใช้ของแหลมคมที่ชำรุดจึงไม่มีการนำเครื่องมือที่ชำรุดมาซ่อมแซม
แก้ไข เมื่อนำไปใช้ก็จะเกิดอันตรายได้
การป้องกันอุบัติเหตุจากการถูกของแหลมคม
อุปกรณ์และอาวุธปืน
วิธีการป้องกันอุบัติเหตุสามารถกระทำได้ดังนี้
1.แม่บ้านหรือหัวหน้าครอบครัว
ควรสอนเด็กหรือสมาชิกในบ้านให้รู้จักระมัดระวังไม่ประมาท รู้จักใช้เครื่องมือ
อุปกรณ์และของแหลมคมอย่างถูกต้อง เช่น การใช้มีด การถือมีดต้องจับที่ด้ามมีด
หันคมมีดออกนอกตัว ให้ปลายมีดชี้ลงด้านล่าง หากจะส่งมีดให้ผู้อื่น
ก็ให้จับด้านสันมีดส่งทางด้ามให้ผู้รับ เมื่อใช้มีดแล้วก็ล้างเช็ดให้สะอาด
โดยเช็ดมีดทางสันมีด แล้วเก็บในที่เก็บมีด
2.การใช้เครื่องมือของแหลมคมต่างๆ
และอาวุธปืน ต้องศึกษาคำแนะนำ และปฏิบัติตาม คำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ส่วนผู้ที่สนใจเรื่องอาวุธปืน ควรสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสโมสรหรือชมรมยิงปืน
เพื่อให้มีความรู้ในเรื่องการใช้อาวุธเป็นเพิ่มขึ้น
3.ควรเก็บอุปกรณ์ของแหลมคมและอาวุธปืนให้เป็นที่เป็นทางห่างไกลมือเด็กสำหรับอาวุธปืนไม่ควรบรรจุกระสุนค้างไว้ในลำกล้องและเก็บไว้มิดชิดไม่ให้เด็กๆ
รู้ที่เก็บจะเป็นการดี
4.หมั่นสำรวจอุปกรณ์ของแหลงคมที่ชำรุดเพื่อจะได้ซ่อมแซมแก้ไขก่อนนำไปใช้ใหม่
ข้อแนะนำบางประการสำหรับการป้องกันอุบัติเหตุจากอาวุธปืน
ให้ทุกคนถือเสมือหนึ่งว่าปืนทุกกระบอกมีกระสุนบรรจุอยู่หมั่นตรวจตราลำกล้องปืน
เครื่องลั่นไกให้สะอาดเรียบร้อยใช้กระสุนที่ถูกขนาดก่อนยิงควรเช็ดน้ำมันและจาระบีออกจากลำกล้องเสียก่อนการนำปืนไปในที่ต่างๆ
เมื่อยังไม่ต้องการยิงต้องเอากระสุนออกให้หมด ถือปากกระบอกชี้ไปในทิศทางที่ปลอดภัย
เปิดลูกเลื่อนหารนำไปทางไกลให้บรรจุในชองให้เรียบร้อยการถือปืนให้หันลำกล้องไปในทางทิศทางที่ควบคุมได้
ห้ามไกไว้เสมอจนกว่าจะพร้อมที่จะยิงเล็งเป้าหมายให้แน่นอน อย่าเล็งปืนไปในทิศทางที่ไม่ต้องการยิงโดยเฉพาะการเล็งปืนขู่เพื่อหยอกเย้าอย่าปืนป่ายหรือกระโดดโลดเต้น
เมื่อมีปืนที่บรรจุกระสุนอยู่อย่าผสมเหล้ากับดินปืนและอย่าดื่มสุราก่อนหรือระหว่างยิงปืน ควรเก็บปืนโดยเอากระสุนออกแยกไว้ในที่ซึ่งเด็กๆหรือหนุ่มคะนองหยิบไม่ได้
อุบัติเหตุจากการได้รับสารพิษ
สารพิษ หมายถึง สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย
หรือสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแม้เพียงจำนวนเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ
ของร่างกายเป็นผลให้เกิดความเสียหายหรือถึงแก่ความตายได้
สารมีพิษที่บุคคลในบ้านอาจได้รับอันตราย
ได้แก่ ยาฆ่าแมลง ยารักษาโรคทุกชนิด
ยาปราบศัตรูพืช น้ำด่าง น้ำกรด
สารที่ใช้ทำความสะอาดต่างๆ แอลกอฮอล์ สีทาบ้าน น้ำมันเบนซิน เชื้อเพลิงเหลวทุกชนิด
รวมทั้งอาหารและพืชพันที่ปนเปื้อนด้วยสารมีพิษ
การเข้าสู่ร่างกายของสารมีพิษ
สารมีพิษเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ดังนี้
1.ทางปาก ได้แก่ การกินเข้าไป
2.ทางจมูก ได้แก่ การหายใจเอาสารที่ระเหยได้อุณหภูมิปกติหรือการหายใจเอาฝุ่นละอองของโลหะต่างๆ
3.ทางผิวหนัง ได้แก่
การสัมผัสสารมีพิษทางผิวหนังหรือการฉีดสารมีพิษเข้ากล้ามหรือเส้นเลือด เช่น ยาเสพติด
สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากสารมีพิษ
อุบัติเหตุจากสารพิษอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ
ดังนี้
1.ความประมาณ ความประมาทเลินเล่อ
ทำให้เกิดการหยิบของผิด เช่น หยิบยาผิด
2.ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
อุบัติเหตุอาจเกิดจากความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
3.การจัดสารเคมีหรือสารมีพิษต่างๆ
โดยขาดความเป็นระเบียบ รอบคอบ เช่น การเก็บรวมกับของกินหรือเก็บไว้ใกล้มือเด็ก ไม่มีฉลากปิดชื่อและวิธีการใช้สารเคมีนั้นๆ
ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
วิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษ
การป้องกันอันตรายจากสารมีพิษนั้นควรปฏิบัติดังนี้
1.ก่อนใช้ยาและสารเคมี ควรอ่านฉลาก
และวิธีการใช้ให้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2.ไม่ควรหยิบยาหรือสารเคมีมาใช้ขณะที่เมาสุรา
3.ศึกษาหาความรู้
เกี่ยวกับอันตรายและวิธีป้องกันอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารมีพิษ
4.เก็บสารมีพิษไว้ในตู้อย่างมิดชิด
พ้นมือเด็กและปิดฉลากชื่อและวิธีการใช้สารมีพิษเหล่านั้นด้วย
5.การใช้ยากันยุง ถ้าจำเป็นควรใช้การระบายอากาศดีหรือใช้ขณะที่ไม่มีคนอยู่ในห้อง
วิธีปฏิบัติเมื่อถูกสารมีพิษ
1.เมื่อสารมีพิษเข้าทางปาก
1.1 ควรทำให้อาเจียน โดยให้น้ำอุ่นมากๆหรือล้วงคอ
แต่ถ้ากินกรดหรือด่างห้ามให้อาเจียน ถ้าทราบว่ากินกรดเข้าไปให้กินน้ำสบู่อ่อนๆแต่ถ้าทราบว่ากินด่างเข้าไปให้กินน้ำส้มคั้นหรือน้ำส้มสายชูอ่อนๆแล้วรีบส่งแพทย์
1.2 รีบให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
1.3 ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้ช่วยเป่าลมเข้าทางปากหรือจมูกแล้วนำส่งโรงพยาบาลถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวให้รีบทำให้อาเจียน
2. เมื่อสารมีพิษเข้าทางจมูก
2.1
ควรนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารพิษ
2.2 ช่วยให้ผู้ป่วยหายใจสะดวก
และเป่าลมเข้าทางปากหรือจมูก
2.3 ให้ยาดมฉุนๆ
เพื่อช่วยกระตุ้นการหายใจ
3.เมื่อสารมีพิษเข้าทางผิวหนัง
3.1 ควรรีบล้างน้ำสะอาดให้มากๆ
3.2 หากถูกกรดต้องล้างด้วยน้ำสะอาดมากๆแล้วล้างด้วยสารละลายอิ่มตัวของโซเดียมไบคาร์บอเนต
3.3.
หากถูกด่างต้องล้างด้วยน้ำสะอาดมากๆ
แล้วล้างด้วยสารลายกรดน้ำส้ม
3.4 หากกรดหรือด่างเข้าตา
ต้องรีบล้างด้วยนำสะอาดและลืมตาในน้ำสะอาดนานๆ แล้วรีบส่งแพทย์
อุบัติเหตุจากการใช้แก๊สหุงต้ม
แก๊สหุงต้มหรือแอลพีจี (LPG
= Liquefied Petroleum Gas) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนหรือส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอน 2 ชนิด ได้แก่ โปรเพน (Propane
: C3H5) และบิวเทน (Butane
: C4H10) ซึ่งเป็นแก๊สที่หนักกว่าอากาศ
เมื่อเกิดการรั่วจะกระจายลงสู่ระดับต่ำหากผสมกับออกซิเจนในอากาศและได้รับความร้อนจากประกายไฟจะลุกไหม้ได้ทันที
อันตรายที่เกิดขึ้นมักเกิดจากการที่แก๊สรั่วไหลและการระเบิดของถังแก๊สซึ่งมีผลให้เกิดอาการระคายเคืองของหลอดลมและปอด
เนื้อเยื้อถูกทำลายและหย่อยสมรรถภาพ เกิดภาวะขาดอากาศออกซิเจน มีอาการมึนศีรษะ อาจหมดสติและเสียชีวิตได้
นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดเพลิงไหม้ อันจะทำอันตรายต่อชีวิตและทำลายทรัพย์สินด้วย
สาเหตุของอุบัติเหตุจากการใช้แก็สหุงต้ม
อุบัติเหตุจากการใช้แก๊สหุงต้มมักมีสาเหตุดังต่อไปนี้
1.การขาดความรู้ความชำนานในการใช้ เช่น
การเปิดแก๊สก่อนจุดไฟ (กรณีที่ใช้เตาแก๊สที่ต้องจุดไฟ) เมื่อจุดไฟจะทำให้ไฟลุกพรึบขึ้นเนื่องจากมีปริมาณแก๊สออกมามาก
ส่วนกรณีที่ใช้เตาแก๊สที่มีระบบการจุดแบบอัตโนมัติซึ่งนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน หากเปิดวาล์วที่เตาแก๊สแล้วไฟไม่ติดก็ยังเปิดซ้ำติดต่อกันหลายๆครั้งทำให้มีการสะสมของแก๊สจำนวนมากและไฟอาจลุกได้เช่นเดียวกัน
2.ความประมาทเผลอเรอในการใช้เตาแก๊ส
การไม่ระมัดระวังในการประกอบอาหาร เช่น เอื้อมมือข้ามเตาแก๊สเพื่อหยิบสิ่งของต่างๆ
อาจทำให้ไฟไหม้เสื้อผ้าหรือร่างกายได้ การใช้เตาแก๊สแล้วลืมปิดวาล์วที่ถังแก๊สหรือการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับและวิธีการใช้แก๊สที่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้
3.การติดตั้งเตาแก๊สที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง
เช่น การติดตั้งในบริเวณที่ไม่มีช่องระบายอากาศเพียงพอ
ตั้งถังแก๊สในแนวนอนและตั้งบนพื้นที่ไม่เรียบในที่ชิ้นหรือบริเวณที่มีลมพัดแรง เมื่อใช้ไฟแรงๆ
ขณะปรุงอาหารจะทำให้ลมพัดเปลวไฟลุกไหม้ได้
4.การเสื่อมคุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวกับแก๊ส
เช่น ถังแก๊สมีรอยรั่วรอยแตกท่อสายนำแก๊สฉีกขาดหรือรั่วเป็นเหตุให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้
การป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้แก๊สหุงต้ม
การป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้แก๊สหุงต้มสามารถกระทำได้ดังนี้
1.ผู้ใช้แก๊สควรศึกษาวิธีการใช้และปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้อง
เช่น จุดไฟรอที่เตาก่อน แล้วจึงเปิดวาล์วที่เตาแก๊ส
สำหรับเตาแก๊สแบบเก่าและเตาแก๊สปิคนิคซึ่งต้องใช้ไม้ขีดไฟหรืออุปกรณ์จุดประกาย
ในการติดเตา ส่วนเตาแก๊สระบบการจุดแบบอัตโนมัติหากเปิดวาล์วที่เตาแก๊สแล้วไฟไม่ติดให้หมุนกลับอย่างเปิดติดๆกันโดยที่ไฟไม่ติด
การเปิดทิ้งค้างไว้ทำให้แก๊สไหลออกมา ให้หยุดสักครู่แล้วเปิดใหม่ ขณะที่ใช้งานอยู่ควรสังเกตไฟที่หัวเตาว่ายังติดอยู่หรือไม่เพราะอาจมีลมกรรโชกแรงหรือหยดใส่ทำให้ไฟดับได้
หากเกิดกรณีเช่นนี้ควรรอสักครู่และไล่อากาศออกก่อนที่จะจุดเตาใหม่และเมื่อเลิกใช้แก๊สหุงต้มแล้วต้องปิดวาล์วที่เตาแก๊สทุกเตาและหัวถังแก๊สให้สนิททุกครั้ง
นอกจากนี้ไม่ควรเคาะ กระแทกหรือกลิ้งถังแก๊ส หากต้องการเปลี่ยนถังแก๊สใหม่ควรเปลี่ยนจากร้านจำหน่ายแก๊สหุงต้มโดยตรง
ไม่ควรนำถังแก๊สไปเติมตามปั๊มน้ำมันเพราะเสี่ยงต่อการระเบิดของตัวถังถ้าบรรจุในปริมาณและความดันที่ไม่ถูกต้อง
2.ควรเลือกใช้เตาแก๊ส ถังแก๊ส
และท่อนำแก๊สที่มีมาตรฐานในด้านความปลอดภัย ถังแก๊สมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม
ตัวถังใหม่ไม่มีสนิม ไม่มีรอยบุหรือกัดกร่อน
3.ควรตั้งถังแก๊สและเตาแก๊สไว้บนพื้นที่เรียบแข็งแรง
มั่นคงและที่มีการระบายอากาศได้สะดวก สำหรับถังแก๊สให้วางในแนวตั้งเสมอและห่างจากเตาแก๊สประมาณ
1
เมตรเป็นอย่างน้อย ส่วนเตาแก๊ส ควรตั้งให้สูงกว่าหรืออย่างน้อยอยู่ในระดับเดียวกับหัวถังแก๊สเพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากเตาทำลายสายส่งแก๊ส
และไม่ควรตั้งเตาแก๊สไว้ในบริเวณที่มีพัดลมพัดแรงเพราะถ้าเปิดไฟ
แรงลมอาจพัดเปลวไฟให้ลุกไหม้ได้
4.ควรใช้ภาชนะให้มีขนาดพอเหมาะกับหัวเตาและภาชนะก้นแบบประกอบอาหาร
รวมทั้งตั้งภาชนะให้ตรงกึ่งกลางเตา ทั้งนี้ให้เปลวไฟแผ่ไปทั่วก้นภาชนะทำให้ความร้อนกระจายทั่วถึง
5.ควรดูแลรักษาถังแก๊ส สายนำแก๊ส
ลิ้นปิดเปิด หัวเตา หัวปรับให้อยู่ในสภาพปลอดภัยเสมอ
หากพบว่าส่วนใดชำรุดควรเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือใช้ช่างชำนาญมาช่วยตรวจสอบ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดเตาแก๊สทุกครั้งเมื่อเลิกใช้
ส่วนหัวเตาและพื้นเตาด้านบนให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำสบู่ ค่อยๆเช็ดทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกครั้ง
ถ้ามีเศษอาหารเลอะข้างเตาก็ควรเช็ดทำควรทำความสะอาดทุกครั้งไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
6.ควรติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับป้องกันแก๊สรั่วและมีมิเตอร์บอกปริมาณแก๊สที่เหลือในถังเพื่อทำความสะอาดและความปลอดภัย
นอกจากนั้นควรควรติดตั้งเครื่องเตือนภัยเมื่อเกิดแก๊สรั่ว (Gas
Leak Detector) ไว้ในบริเวณที่ใช้แก๊สด้วยเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแก๊สรั่ว
เมื่อได้กลิ่นแก๊สหรือเกิดการรั่วของแก๊สควรปฏิบัติดังนี้
1.รีบปิดวาล์วแก๊สที่ถังแก๊สและที่เตาแก๊สทันที
2.ห้ามจุดไม้ขีดไฟ สูบบุหรี่และเปิดหรือปิดสวิทซ์ไฟฟ้าทุกชนิดเพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟและแก๊สระเบิดได้
3.เปิดประตูหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายแก๊สออกโดยเร็ว
อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปกติแก๊สจะหนักกว่าอากาศในการทำให้แก๊สระบายออกเร็วกว่าปกติจึงควรใช้ไม้กวาดอ่อนๆ
พัดสูงเหนือพื้นเล็กน้อยโดยพัดเร็วๆจะช่วยระบายแก๊สได้เร็วกว่า การที่จะให้แก๊สระเหยออกไปเองหรือใช้น้ำพรมทั่วๆก็ได้
แต่ห้ามใช้พัดลมช่วยระบายอากาศโดยเด็ดขาด
4.ตรวจสอบหาจุก
โดยใช้นำสบู่ทาบริเวณที่สงสัยหรือลูบไปตามสายส่ง
หากรั่วจริงจะเห็นเป็นฟองสบู่ปุดขึ้นมาให้รีบแก้ไขโดยด่วน
ถ้าแก้ไขไม่ให้ผู้จำหน่ายแก๊สหรือช่างมาปรับปรุงแก้ไข กรณีมีไฟลุกขึ้นที่ถังให้ใช้น้ำสาดไปที่ติดไฟแรงๆทันทีหรือใช้เครื่องดับเพลิงชนิดเคมีแห้ง
อุบัติเหตุจากทางเดินหายใจอุดตัน
อุบัติเหตุจากทางเดินหายใจอุดตัน
มักเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุซึ่งอาจเกิดจากการกระทำของตนเองหรือผู้อื่นกระทำโดยการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าตา
เข้าจมูกเข้าหู เข้าปากหรือเกิดจากการสำลักอาหารทำให้ทางเดินหายใจอุดตัน หายใจไม่ออกและอาจเสียชีวิตได้จากสถิติในสหรัฐอเมริกา
พบว่ามีรายงานการตายจากหลอดลมอุดตัน 558 ราย ในประเทศอังกฤษมีการตายจากเศษอาหารอุดตัน
341 ราย (ร้อยละ59.3
) ส่วนในประเทศไทย
ยังไม่มีสถิติที่แน่นอนแต่เชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
การเกิดการอุดตันของระบบทางเดินหายใจ
ระบบทางเดินหายใจอุดตันเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีด้วยกันดังนี้
1.เกิดจากสิ่งแปลกปลอม
เข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2.เกิดจากการสำลัก
3.เกิดจากการปิดกั้นทางเดินหายใจ
สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
สิ่งแปลกปลอมที่เข้าส่วนต่างๆของร่างกายมีดังนี้
1.สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น น้ำสบู่
น้ำผงซักฟอก ยาทาเล็บ เศษผง ฝุ่นละออง เศษวัตถุ ใบไม้ ไม้แหลมทิ่มตา
ไส้ดินสอเข้าตา เป็นต้น
2.สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก เช่น
เม็ดกระดุม ลูกปัด เมล็ดพืช เมล็ดผลไม้ แมลง ก้อนหิน
3.สิ่งแปลกปลอมเข้าทางเดินหายใจโดยเฉพาะในกล่องเสียง
หลอดลม เช่น ของเล่นที่ทำด้วยพลาสติกชิ้นเล็กๆที่ทำเป็นรูปร่างต่างๆ
4.สิ่งแปลกปลอมเข้าหู ได้แก่
พวกแมลงต่างๆ เมล็ดพืช เมล็ดผลไม้ เม็ดโฟม เศษกระดาษ ลูกปัด เมล็ดนุ่น ยางลบ เป็นต้น
5.สิ่งแปลกปลอมเข้าปาก เช่น
การกลืนอาหารแข็งในเด็กเล็กเป็นครั้งแรก การกลืนลูกอม ทอฟฟี่ ลูกกระดุม เหรียญบาท
เหรียญของเล่น หรือการที่สิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ในลำคอและหลอดอาหาร เช่น
ลวดเย็บกระดาษ ไม้กลัด ก้างปลา เศษกระดูก ฟันปลอม เป็นต้น
การสำลัก
การสำลักเกิดขึ้นได้จากการสำลักอาหาร
ในเด็ก
อาจเกิดจากการรับประทานอาหารเร็วเกินไปหรือมากเกินไป
เคี้ยวไม่ทัน รีบกลืนหรือเด็กกระโดดโลดเต้นขณะเคี้ยวอาหาร
ในคนสูงอายุ
การสำลักอาหารมักเกิดจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดหรือฟันปลอมหลุดลงไปทำให้ทางเดินหายใจอุดตัน
ในคนหนุ่มสาว
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
พบว่า มีอาการสำลักหายใจไม่ออกปีละประมาณ 4,000 ราย ซึ่งมักเกิดหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์
โดยการรับประทานอาหารชิ้นโต ขณะพูดหรือหัวเราะ
การปิดกันทางเดินหายใจ
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอจากการที่ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นหรือุดตันซึ่งพบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า
5-6 ปี
เด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกผ้าอ้อม เสื้อผ้าของตนเอง ผ้าห่ม หรือผ้าปูที่นอนปิดหน้า
จนหายใจไม่ออกและถึงแก่ความตาย นอกจากนี้การเล่นถุงพลาสติกของเด็กในการปิดปากปิดจมูกหรือครอบศีรษะให้เด็กหายทำใจไม่ออกและตายได้
การเข้าไปเล่นในกล่องพลาสติก ตู้เสื้อผ้าแล้วปิดตัวอยู่ในนั้น หรือเล่นในกระโปรงรถยนต์
แล้วถูกปิดโดยไม่ทราบว่ามีคนอยู่ข้างใน
สาเหตุของอุบัติเหตุจากทางเดินหายใจอุดตัน
สาเหตุของอุบัติเหตุจากทางเดินหายใจอุดตันสาเหตุอาจเกิดขึ้นได้ดังนี้
1.ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้
เช่น ในเด็กมักนำสิ่งแปลกปลอมต่างๆเข้าจมูก เข้าปาก เข้าหู
โดยไม่ทราบอันตรายที่จะเกิดขึ้น
2.การขาดความระมัดระวัง เช่น
รับประทานอาหารอย่างรวดเร็วทำให้เกิดติดคอ การเคี้ยวไม่ละเอียด
การกลืนโดยไม่เคี้ยว การหัวเราะ ร้องไห้ หรือพูดคุยคณะรับประทานอาหาร
การเล่นของเด็ก โดยการเอาของเล่นที่เป็นโลหะหรือพลาสติกเล็กๆ มาอมหรือสอดเข้าไปในจมูกหรือเอาเมล็ดน้อยหน่าสอดเข้าไปในรูหู
เป็นต้น
3.เหตุสุดวิสัย
ทางเดินหายใจอุดตันได้เนื่องจากการที่แมลงเข้าไปในจมูกหรือในรูหู เช่น แมลงสาบ เป็นต้น
หรือการรับประทานเส้นบะหมี่ซึ่งมีความเหนี่ยวลื่นและเส้นยาวๆ ของผู้สูงอายุ
โดยรับประทานเข้าไปจำนวนมาก จึงเกิดการติดคอและอุดตันทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตได้ซึ่งก็เคยมีปรากฏตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว
การป้องกันอุบัติเหตุจากทางเดินหายใจอุดตัน
เพื่อมิให้เกิดการอุดตันของระบบทางเดินหายใจควรจะปฏิบัติดังนี้
1.ถ่ายทอดความรู้หรือให้คำแนะนำสั่งสอนสมาชิกในบ้านโดยเฉพาะเด็ก
โดยสอนให้รู้จักอันตรายและไม่ให้นำสิ่งแปลกปลอมเข้าส่วนต่างๆของร่างกาย
2.การรู้จักระมัดระวัง
ควรระมัดระวังการรับประทานอาหาร ไม่หัวเราะหยอกล้อกันขณะรับประทานอาหาร
หลีกเลี่ยงการใช้ปากกัด ขณะที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ไม่นำสิ่งของหรือของเล่นชิ้นเล็กๆ
ที่เด็กอาจนำเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายมาให้เด็กเล่นและในขณะที่เด็กๆเล่น ควรมีผู้ใหญ่หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ด้วย
นอกจากนั้นไม่ควรให้เด็กเล็กรับประทานผลไม้ที่มีเมล็ดมากๆโดยไม่เอาเมล็ดออกก่อน
เช่น มะขาม น้อยหน่า องุ่น เป็นต้น ทางที่ดีก็ไม่ควรซื้อมารับประทานโดยเฉพาะน้อยหน่า
เพราะเมล็ดน้อยหน่าอาจจะหล่นที่พื้นขณะรับประทานแล้วไม่ได้เก็บทิ้ง เมื่อเด็กเล็กๆมาพบก็อาจหยิบเข้าปาก
เข้าจมูก ซึ่งเป็นอันตรายมากที่เดียว สำหรับถุงพลาสติกควรเก็บให้มือชิดและควรจะนำถุงพลาสติกออกจากห้องเลี้ยงเด็กทารกให้หมด
อุบัติเหตุจากการจมน้ำ
อุบัติเหตุจากการจมน้ำ
มักเกิดจากการจมน้ำในอ่างอาบน้ำ สระว่ายน้ำในบ้านหรือบ่อน้ำ บ่อเลี้ยงปลา
ซึ่งพบมากในกลุ่มเด็กทารกถึงเด็กอายุ 4 ปี
การพลัดตกหรือจมน้ำโดยร่างกายขาดออกซิเจนเพียงไม่กี่นาทีก็ทำให้สมองได้รับอันตรายอย่างถาวรหรือตายได้
ในประเทศเม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่นมีจำนวนคนจมน้ำตายสูงที่เมืองเตหะราน พบว่ามีคนจมน้ำตายร้อยละ28
ของการตายที่ไม่ใช่อุบัติเหตุจากจราจรและการจมน้ำเป็นสาเหตุการตายของทารกสูงถึงร้อยละ65
สาเหตุการจมน้ำ
การจมน้ำที่เกิดขึ้นมักมีสาเหตุดังนี้
1.การขาดความระมัดระวัง เช่น
การลื่นหกล้มของผู้สูงอายุที่อาบน้ำในอ่างทำให้เกิดหมดสติและจมน้ำตาย
การพลัดตกลงไปในบ่อน้ำหรือสระว่ายน้ำในบ้าน การปล่อยให้เด็กทารกหรือเด็กเล็กอาบน้ำ
หรือเล่นน้ำตามลำพัง แม้เพียงเวลา 2-3 นาที
ก็อาจทำให้เด็กสำลักและจมน้ำตายได้
2.การเล่น การหยอกล้อกัน ความคึกคะนองทำให้พลัดตกลงไปในบ่อน้ำหรือสระว่ายน้ำได้
และหากว่าบ่อลึกและว่ายน้ำไม่เป็นด้วยก็จะทำให้จมน้ำถึงแก่ความตายได้
การป้องกันอุบัติเหตุจาการจมน้ำ
วิธีการป้องกันอุบัติเหตุจากการจมน้ำสามารถกระทำได้ดังนี้
1.การเพิ่มความระมัดระวังในการอาบน้ำ
ใช้น้ำบ่อหรือว่ายน้ำในสระว่ายน้ำจะต้องระมัดระวัง ในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเด็กว่ายน้ำไม่เป็น
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ผู้ใกล้ชิดหรือคนเลี้ยงควรดูและไม่ปล่อยให้เด็กเล็กอยู่ในห้องน้ำตามลำพัง
2.ไม่หยอกล้อกันเล่นบริเวณใกล้บ่อน้ำหรือสระว่ายน้ำเพราะอาจพลัดตกลงไปได้
โดยเฉพาะผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นจะจมน้ำตายได้
3.ควรหัดให้เด็กว่ายน้ำเป็น
4.หากเป็นไปได้ไม่ควรติดตั้งอ่างอาบน้ำ
สระว่ายน้ำ หรือบ่อน้ำไว้ในบ้านเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการพลัดตกลงไปและจมน้ำ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเกิดอุบัติเหตุ
อุบัติเหตุภายในบ้านอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุที่สำคัญ
2 ประการ ดังนี้
1.ปัจจัยเกี่ยวกับบุคคล
2.ปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
1.ปัจจัยเกี่ยวกับบุคคล
อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดจากบุคคลเป็นสำคัญซึ่งอาจเกิดจากตนเองหรือบุคคลอื่นก็ได้
สาเหตุเกี่ยวกับบุคคลจะเกี่ยวกับสถานภาพทางร่างกาย สภาพทางจิตใจ พื้นฐานความรู้ของแต่ละบุคคลและการกระทำของบุคคล
1.1 สภาพร่างกาย
ได้แก่ ความผิดปกติ หรือความบกพร่องทางร่างกาย การเกิดโรคภัยไขเจ็บต่างๆ เช่น
ความผิดปกติของแขนขา การเป็นไข้ หูหนวก ตาบอด ความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย
เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หรือเสื่อมสมรรถภาพของร่างกาย
การเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคลมชัก เป็นต้น
ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
1.2 สภาพจิต ได้แก่
ความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัวกลุ่มใจ อารมณ์โกรธ หรือการมีอารมณ์ที่ไม่ปกติ
ทำให้บุคคลขาดความรอบคอบ มีอาการลุกลน รีบร้อน
ไม่ระมัดระวังตัวในการป้องกันอุบัติเหตุ
1.3 พื้นฐานความรู้
ได้แก่ การไม่มีพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ
การขาดความรู้ หรือไม่เอาใจใส่ในการศึกษาหาความรู้ และการไม่ศึกษาคำแนะนำต่างๆ
ก่อนการใช้สารเคมี เครื่องมือ หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ
ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เสมอ
1.4 การกระทำของบุคคล
ได้แก่ การกระทำที่ไม่ปลอดภัยของบุคคล เช่น ความประมาทเลินเล่อ ความรีบเร่ง
การดื่มสุรา การกินยาแก้ง่วง
2.ปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน
ได้แก่ ตัวบ้าน บริเวณบ้าน และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน
2.1 ตัวบ้าน ได้แก่
การออกแบบบ้าน การก่อสร้าง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง
ที่ไม่เป็นไปตามเทศบัญญัติการก่อสร้างอาคารที่ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ
และหลักสุขาภิบาล จึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
2.2 บริเวณบ้าน
ได้แก่ สนามหญ้า รั้วบ้าน ทางเดินที่สกปรกกรุงรัง
หญ้าขึ้นรกอาจเป็นที่อยู่ของสัตว์ร้าย บริเวณบ้านที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีเศษวัสดุ
เศษแก้ว เศษกระเบื้อง ท่อระบายน้ำที่ไม่มีฝาปิดมิดชิดย่อมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
2.3
อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เช่นมีด
เครื่องบด เครื่องเป่าผม เครื่องซักผ้า หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
ที่ชำรุดหากนำมาใช้ หรืออุปกรณ์ที่ผู้ใช้ไม่รู้จักวิธีใช้หรือไม่ปฏิบัติตาม คำแนะนำในการใช้ที่ถูกต้องก็จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เสมอ
อุบัติเหตุต่างๆ
ที่เกิดขึ้นภายในบ้านย่อมทำให้ร่างกายได้รับอันตราย เกิดการบาดเจ็บพิการ
หรือเสียชีวิตได้ซึ่งผลของอุบัติเหตุ
นอกจากจะเป็นอันตรายต่อรางกายและจิตใจแล้วยังก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินอีกด้วย
วิธีป้องกัน
การป้องกันอุบัติเหตุในบ้านหรือที่พักอาศัย
ไม่ว่าจะเป็นตึกแถว แฟลต อาคารชุดต่างๆ สิ่งสำคัญก็คือ
การที่ทุกคนตระหนักถึงอันตราย ทราบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและมีความปรารถนาความเต็มใจในการที่จะป้องกันหรือความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุให้น้อยลงซึ่งวิธีการป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน
อาจกระทำได้ดังต่อไปนี้
1.การป้องกันในด้านบุคคล
2.การป้องกันในด้านสิ่งแวดล้อม
การป้องกันในด้านบุคคลการป้องกันอุบัติเหตุในด้านบุคคลสามารถกระทำได้ดังนี้
1.การศึกษาหาความรู้
เกี่ยวกับอันตราย สาเหตุและการป้องกันอุบัติเหตุภายในบ้าน
2.การรักษาสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
หากสภาพร่างกายบกพร่องก็ควรรีบแก้ไข เช่น สายตาสั้น หูพิการ เป็นต้น
3.การทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ
หากเจ็บป่วยหรือไม่สบายใจ ควรหยุดพักไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ภายในบ้าน
4.การระมัดระวังในการทำงาน
มีสติ และทำงานด้วยความตั้งใจจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้
5.การฝึกอบรม
หรือให้ความรู้ในการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยในบ้าน ได้แก่ สมาชิกทุกคนในบ้านโดยเฉพาะเด็ก
ผู้สูงอายุ และคนพิการ
การป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม
การป้องกันอุบัติเหตุในบ้านในด้านสิ่งแวดล้อมสามารถกระทำได้ดังนี้
1.การออกแบบบ้าน
เครื่องใช้ภายในบ้านและการก่อสร้างควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักสำคัญ
บ้านไม่ควรสร้างติดถนนใหญ่
ประตูทางเข้าไม่ควรมีมุมอับหรือมีต้นไม้ใหญ่ใกล้ตัวอาคาร
ควรออกแบบบ้านให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ การก่อสร้างจะต้องถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทางด้านวิศวกรรมรวมทั้งใช้วัสดุก่อสร้างที่มีความแข็งแรง
คงทน สวยงามและไม่เป็นเชื้อเพลิงได้ง่าย
2.การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุภายในบ้าน
เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการออกแบบบ้านที่ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัย
กฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้อยู่อาศัยในบ้าน
กฎหมายเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เพื่อความปลอกภัย เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตามกำหมายอย่างเคร่งครัดและมีบทลงโทษเมื่อกระทำผิดกฎหมายด้วย
3.การจัดวางสิ่งของ
เครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แยกเป็นหมวดหมู่
และแยกเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะสารพิษ
สารเคมีหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ที่แหลมคมเป็นอันตราย ควรให้พ้นมือเด็ก
4.การดูแลบำรุงรักษาบ้าน
บริเวณบ้านและสนามหญ้าให้สะอาดถูกสุขลักษณะไม่สกปกรกรุงรัง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและที่อยู่อาศัยของสัตว์และไม่เป็นหลุมบ่อ
5.การสำรวจความปลอดภัยที่บ้าน
ควรจัดทำแบบสำรวจความปลอดภัยที่บ้านเพื่อเป็นการตรวจ สภาพแวดล้อมภายในบ้าน
บริเวณบ้าน ห้องต่างๆและเครื่องมือเครื่องใช้ หากพบว่าอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย หรือมีการชำรุดทรุดโทรมก็จะได้แก้ไขหรือซ่อมแซมเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
หลักสำคัญในการสร้างบ้าน
บ้านเป็นคำที่มีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัยหรือที่หลบแดดหลบฝน
สำหรับคนส่วนใหญ่มันหมายถึงความฝันและชีวิตทั้งชีวิตของเขา
ดังนั้นก่อนที่เราจะสร้างบ้านในฝันของเราสักหลัง
เราก็ควรจะเข้าใจความต้องการของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่จำเป็นต่างๆ
ที่จะทำให้บ้านของเราเป็นเหมือนที่พักกายและที่พักใจในยามที่เราพักจากความเหน็ดเหนื่อยของการงานประจำอย่างแท้จริง
1.สถานที่ตั้งบ้าน
ความสำคัญของสถานที่ตั้งบ้านนั้นเป็นความสำคัญอันดับแรกที่เราต้องคิดก่อนจะสร้างบ้าน
เนื่องจากเราจำเป็นต้องคิดถึงการเดินทางระหว่างบ้านไปยังที่ทำงาน โรงเรียน ตลาด ศุนย์การค้า
สถานีรถไฟฟ้า ราคาที่ดิน เป็นต้น ในสมัยก่อนทำเลที่ดี คือ ทำเลที่ต้องอยู่กลางเมืองเนื่องจากระบบรถสาธารณะยังไม่ครอบคลุมเหมือนอย่างปัจจุบันทำให้ผู้คนต่างก็ไปกระจุกกันอยู่ในเมืองเพียงอย่างเดียวผิดกับปัจจุบันที่ทำเลที่ดี
คือ ทำเลที่อยู่ไกล้รถไฟฟ้า ก่อนที่เราจะคิดถึงการสร้างบ้านเราจึงควรมองหาบริเวณที่เราสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้ได้อย่างสะดวกที่สุด
รวมถึงความปลอดภัยของย่านที่อยู่ที่ต้องไม่ดูเปลี่ยวจนเกินไปในเวลากลางคืนอีกด้วย
เช่น การซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านอาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่าการสร้างบ้านเดียวที่แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันเยอะๆ
เป็นต้น และอย่าคาดหวังกับโครงการต่างๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่หรือเกิดจริงๆ
หรือเปล่าก็ไม่รู้ เช่น บริเวณนั้นจะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ผ่านทางด่วนหรือถนนหนทางผ่าน
เพราะเราไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่ (นอกจากการซื้อเพื่อเก็งกำไร)

ตัวอย่าง
สภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสมกับการสร้างบ้าน

ตัวอย่าง สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี
2.การถมดิน
จะถมดินสูงแค่ไหนดีนะอันนี้เป็นคำถามยอดฮิตก่อนการสร้างบ้านเลยทีเดียว
บางคนบอก 50 ซม บ้างก็ว่า 30 ซม
ก็พอแล้วบางคนบอก 1 เมตรไปเลย แล้วจริงๆมันควรถมเท่าไหร่หละ
คำตอบของเรื่องนี้คือ
แล้วแต่ความชอบครับไม่มีการกำหนดที่แน่นอนเพียงแต่มันจะต้องสูงกว่าระดับถนนคอนกรีตหรือถนนลาดยางหน้าบ้านเรา
ประมาณ 50 ซม ก็เพียงพอ
แต่ถ้าถนนหน้าบ้านเป็นถนนดินแดงก็ให้เพิ่มความสูงของระดับดินถมเป็น 1 ม. เพื่อเป็นการรองรับความสูงของถนนที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการลาดยางหรือทำถนนคอนกรีตในอนาคตนั้นเอง
อีกปัจจัยหนึ่งคือระดับน้ำท่วมสูงสุดในบริเวณนั้น ถ้าสามารถหาข้อมูลได้เราก็ควรถมที่ดินให้สูงกว่าระดับดังกล่าวประมาณ
50 ซม.ขึ้นไป

การถมดินเพื่อสร้างบ้านเจ้าของบ้านจำเป็นต้องเผื่อการยุบตัวของดินด้วย
คือ เพิ่มปริมาณดินถมสูงขึ้นไปอีก 30 % เพื่อเผื่อให้ดินได้เช็คตัวหรือยุบตัวนั้นเอง
เช่น จะถมดินสูง 50 ซม แต่ให้ถมดินไว้ที่ระดับ 65 ซม. นั้นเองและควรถมดินไว้ก่อนการสร้างบ้านอย่างน้อย
4-6 เดือนยิ่งทิ้งไว้ผ่านหน้าฝนซักครั้งจะยิ่งทำให้ดินแน่นมากขึ้นทำให้ลดปัญหาดินทรุดหลังสร้างบ้านได้เป็นอย่างดี
3.ทิศทางแดดลมกับการวางตำแหน่งบ้าน
หลายๆ คนอาจจะคิดว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันจะสำคัญอะไรมากมายนักจะปลูกบ้านตรงไหนมันก็มีลมทั้งนั้นแหละและที่สำคัญเราก็เปิดแอร์ทั้งวันอยู่แล้วไม่เห็นมีอะไรน่ากังวล
ทำไมต้องดูทิศทางแดด-ลม ก่อนการวางตำแหน่งบ้านก็เพราะว่าเราคงไม่อยากนอนในห้องนอนที่แสนจะร้อนในตอนกลางคืนหรือต้องอุดอู้อึดอัดอยู่ในบ้านที่ไม่มีลมระบายเลย
เรื่องพวกนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน มีข้อสังเกตหลายอย่างในการวางตำแหน่งบ้านเพื่อให้บ้านทั้งหลังเป็นบ้านที่อยู่อย่างสบายมีความสุขและประหยัดพลังงาน

ปกติแสงแดดของบ้านเราจะวิ่งเป็นแนวตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก
จะทำให้ทิศใต้ไปจนถึงทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงไปจนถึงห้าโมงเย็น
ด้านนี้จึงควรเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนซักล้างหรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการแสงจำนวนมากๆ
ส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆในตอนเช้าและแสงจะแรงมากเพียงแค่ช่วง 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงซึ่งก็เพียงแค่ 3 ชม
ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2
ด้านนี้จึงเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่ต้องการแสงรบกวนน้อย เช่น
ห้องนอนและห้องนั่งเล่น
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศทางรับแดด
เพื่อให้ผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ผนังสามารถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกินไปในเวลากลางคืน
เพราะธรรมชาติของผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและจะถ่ายเทความร้อนออกมาในเวลากลางคืน
ฉะนั้นถ้าผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะทำให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาเวลากลางคืนมีน้อยเช่นกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมหนาวจากจีนมาในช่วงหน้าหนาว
และ จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชุ่มชื้นจากทะเลมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน
บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านจึงควรหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดและส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน
เป็นต้น

หากเราไม่สามารถกำหนดทิศทางการตั้งตัวบ้านได้อย่างเหมาะสมก็สามารถแก้ได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมให้สภาพแวดล้อมช่วยลดความร้อนของบ้านแทนเช่นการปลูกต้นไม้เพื่อบังทิศทางแดด
เป็นต้น
4.รูปแบบและราคาประเมินการก่อสร้างบ้าน
รูปแบบบ้านมีหลากหลายแบบให้เลือกตามรสนิยมและความชอบส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย
ตั้งแต่รูปแบบที่มีความซับซ้อนมากอย่างแบบ
บ้านเรือนไทยของเราเองที่มีความซับซ้อนทั้งรูปแบบและขั้นตอนในการก่อสร้างที่ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญสูงมาก
หรือแบบเรียบง่ายสมัยใหม่แบบ Modern Style ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักแต่เน้นความเนียบเป็นหลัก
เรื่องกระบวนการก่อสร้างนี้แหละที่ทำให้บ้านแต่ละรูปแบบบ้านราคาค่าตัวที่แตกต่างกันออกไป
แบบบ้านเรือนไทย
มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนต้องการงบประมาณในการก่อสร้างและช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง
แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากเดี๋ยวนี้ก็มีเรือนไทยสำเร็จรูปขาย

แบบบ้าน Modern เป็นแบบที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
หาช่างทำง่ายและควบคุมงบประมาณได้จากการเลือกใช้วัสดุและความซับซ้อนของอาคาร

แบบบ้าน Resort อันนี้ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะกว่าแบบ Modern style แต่ก็ไม่ยุ่งยากถึงขนาด
เรือนไทย
บ้านแนวนี้มักจะสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่าง
ยังมีรูปแบบบ้านอีกหลากหลายให้ได้เลือกเพื่อให้ออกมาตรงความต้องการของเรามากที่สุด
เพราะฉะนั้นการที่เจ้าของคิดจะสร้างบ้านในฝันสักหลังนั้นจะเลือกเพียงรูปแบบที่ชอบอย่างเดียวไม่ได้
แต่ต้องคำนึงถึงราคาของการสร้างบ้านแต่ละรูปแบบด้วย เพราะยิ่งบ้านมีรูปแบบที่ซับซ้อนก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทั้งค่าของและค่าแรง
(ที่มักแพงกว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำในกรณีที่เป็นช่างฝีมือ) เพราะฉะนั้นในขั้นตอนการออกแบบควรกำหนดงบประมาณเคร่าๆให้สถาปนิกทราบเพื่อจะได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของเจ้าของได้โดยง่ายและไม่ปวดใจในภายหลังเพราะงบที่บานปลายเพราะเค้าเหล่านั้นสามารถผสมผสานรูปแบบที่เจ้าของบ้านต้องการให้เหมาะสมกับงบประมาณก่อสร้างได้
5.ความต้องการพื้นฐานของเจ้าของบ้าน
การที่เราจะสร้างบ้านซักหลังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ซะก่อนว่าเราต้องการอะไร
บ้านหลังใหญ่แค่ไหนอยู่กันกี่คน มีผู้สูงอายุไหม ต้องการรูปแบบบ้านแบบไหน
มีรถยนต์กี่คัน ต้องการห้องนั่งเล่นใหญ่ๆ หรือต้องการห้องน้ำแบบใหญ่โตโอลานหรือไม่
ทั้งหมดนั้นเราเรียกว่าความต้องการพื้นฐานในการออกแบบบ้าน เราต้องตอบตัวเองกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ก่อนจึงจะสามารถให้ผู้ออกแบบสร้างบ้านในฝันออกมาตามความต้องการเราได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอาจทำเป็นเช็คลิสต์ง่ายๆ
ไปเดินดูบ้านตัวอย่างตามโครงการก็ได้ ชอบอะไรก็จดไว้ไม่ต้องรีบเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆแล้วค่อยๆสรุปออกมาเป็นข้อๆให้ผู้ออกแบบในขั้นตอนการออกแบบเบื้องต้น
6.การวางตำแหน่งห้องต่างๆ
เคยสงสัยกันไหมครับ
ว่าทำไมเข้าบ้านต้องเจอห้องรับแขกก่อนทำไมไม่เข้ามาแล้วเจอห้องนอนเลยนะมันคงดี
แต่ถ้าขืนทำแบบนั้นจริงๆ ก็คงจะโดนใครต่อใครประณามได้อย่างไม่ยากเย็น
แต่ถ้าเราทำแบบนั้นกับคอนโดกลับมองว่ามันก็ปกติก็ห้องมันมีพื้นที่จำกัดนี้สำหรับบ้านแล้วเราควรเข้าบ้านมาเจอห้องโถงหรือห้องรับแขกก่อนแล้วจึงแยกออกไปเป็นห้องนอนห้องอาหาร
และครัวรวมถึงห้องน้ำที่ต้องเข้าถึงง่ายแต่มิดชิด
การวางผังบ้านแบบนี้เราจะเรียกว่าการจัดโซนนิ่งบ้านโดยเราจะแบ่งเป็น
-ส่วนสาธารณะ เช่น โถงทางเข้า
ห้องรับแขก ห้องทานอาหาร เป็นต้น ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านรวมทั้งแขกที่มาบ้านจะสามารถเข้าถึงได้เหมือนๆกัน
-ส่วนกึ่งสาธารณะ
เช่น ห้องคาราโอเกะ ห้องนั่งเล่น ห้องพระ เป็นต้น
ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้
-ส่วนที่เป็นส่วนตัว
เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน เป็นต้น ห้องเหล่านี้มีเพียงเจ้าของห้องและสมาชิกบางคนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูง
ดังนั้นการวางผังห้องต่างๆเราควรวาง
ห้องในส่วนสาธารณะไว้ด้านหน้าก่อนเสมอและจึงแยกออกไปเป็น ส่วนกึ่งสาธารณะ และ
ส่วนตัว
ต่อไปเพื่อให้การใช้สอยในบ้านเป็นสัดส่วนและดูแลด้านความปลอดภัยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
7.ทิศทางการวางบันได
ถ้ามองเรื่องนี้ในแง่ของฮวงจุ้ย
เค้าก็จะบอกว่าอย่าหันบันไดบ้านไปทางทิศตะวันตกเพราะเป็นทิศที่เกี่ยวกับคนตายและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งปวงใครขืนหันบันไดไปทางนี้เอาว่าไม่ซวยอย่างไดก็อย่างหนึ่ง
แต่ถ้าว่ากันตามหลักการออกแบบแล้วก็ไม่แนะนำให้หันบันไดไปทางทิศตะวันตกเช่นกันเนื่องจากทิศตะวันตกเป็นทิศที่มีแสงบ่ายค่อนข้างแรงอาจทำให้การใช้งานบันไดที่มีแสงบ่ายส่องตาอาจทำให้เจ้าของบ้านแสบตาจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้นั้นเอง
แต่ถ้าจำเป็นต้องวางก็ไม่ควรให้ผนังด้านที่บันไดมุ่งไปหานั้นมีแสงส่องผ่านมาได้โดยอาจเปลี่ยนเป็นการนำแสงธรรมชาติลงมาจากด้านบนเพดานแทนก็ได้

8.ความสูงลูกตั้ง ลูกนอนและจำนวนขั้นบันได
เรื่องของความสูงของลูกตั้งลูกนอนบันไดนั้นมีข้อกำหนดอยู่แล้วในกฎกระทรวงฉบับที่55 ผู้ออกแบบทุกท่านทราบเป็นอย่างดี คือลูกตั้งไม่ควรสูงเกิน 20 ซม และกว้างไม่น้อยกว่า 22 ซม.ตัวเลขดังกล่าวใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป
ซึ่งเป็นความสูงและความกว้างที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ส่วนจำนวนขั้นบันไดนั้นไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้
แต่ตามความเชื่อของคนไทยคือ บันไดต้องจบที่เลข คี่ เนื่องจาก
เลขคี่เป็นเลขของคนเป็นส่วนเลขคู่นั้นถือว่าเป็นเลขของคนตายนั้นเองแต่ในความเป็นจริงควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งมากกว่า

9.ความสูงของเพดาล
จะเผื่อความสูงฝ้าเพดานไว้เท่าไหร่ดีโดยปกติความสูงฝ้าโดยทั้งไป
(วัดจากระดับพื้นถึงท้องฝ้า)ควรจะสูงไม่น้อยกว่า 2.40 ม. ซึ่งเป็นความสูงที่กำลังสบายไม่อึดอัดหรือรู้สึกโดนกดและประหยัดด้วย
เอ๊ะ!ยังไง.....มันประหยัดยังไงกัน
คำตอบก็คือปัจจุบันวัสดุกรุผนังส่วนใหญ่จะทำออกมาที่ตัวเลขรวมได้ 2.40 พอดีเช่น
กระเบื้องขนาด 30ซม x 30ซม หากปู 8 แถวก็จะได้ความสูง 2.40 พอดี
เพราะถ้าเราปูแค่ 7 แถวก็จะได้ความสูงฝ้าแค่ 2.10
ม.ซึ่งเป็นระดับฝ้าที่เตี้ยเกินไปนั้นเอง
และยังทำให้กระเบื้องไม่เหลือเศษทิ้งให้เสียของ
หากต้องกรุในปริมาณมากๆก็ช่วยลดงบในการซื้อวัสดุกรุผนังลงได้อีกเยอะ เป็นต้น
10.ทิศทางการเปิดประตูภายในบ้าน
ทิศทางการเปิดประตูภายในบ้านอะไรนะเรื่องแบบนี้ก็ต้องมีหลักการด้วยเหรอมันจะเวอร์ไปไหม
ตอบได้ครับว่ามันสำคัญมากเพราะถ้าเราติดตั้งประตูผิดทางอาจทำให้น้ำท่วมบ้านกันได้เริ่มกันจากประตูหน้าบ้าน
ประตูหน้าบ้านด้านที่จะต้องโดนแดดโดนฝนหรือฝนสาด จะต้องเปิดออกนอกบ้านเท่านั้นเพราะการเปิดออกจะบังคับให้บังใบของวงกบประตูเป็นตัวกันน้ำที่จะเข้าบ้านไปโดยปริยายและควรลดระดับพื้นที่ขอบล่างของประตูลงซัก
1ซม.เพื่อกันน้ำย้อนเข้าบ้านนั้นเองและที่สำคัญคือประตูหน้าบ้านควรกว้างอย่างน้อย
90ซม. เพื่อเผื่อไว้สำหรับตอนขนของชิ้นใหญ่ๆเข้าบ้านยิ่งเป็นประตูเปิดคู่ยิ่งดีเลย
ประตูห้องน้ำ
ในที่นี้จะแบ่งเป็น
2 กรณี คือ
1.กรณีห้องน้ำลดระดับและไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนเปียกและส่วนแห้งให้เปิดประตูเข้าด้านในเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากการชำระล้างกระเซ็นออกมาด้านนอกห้องได้
(หลักการเดียวกับประตูทางเข้า)
2.ในกรณีที่ห้องน้ำแบ่งเป็นส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันอย่างชัดเจน
อันนี้แล้วแต่ชอบเลยครับ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีกต่อไปนั้นเอง นอกจากนั้นประตูที่เหลือนั้นจะเปิดไปทางทิศทางได้จะเปิดเข้าห้องหรือออกจากห้องก็ได้ทั้งนั้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้าน
กฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านพักอาศัย
เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับบ้านพักอาศัย
ได้ถูกบัญญัติขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว จนปัจจุบันการพัฒนาในหัวข้อกฎหมายต่างๆนั้นก็ยังคงแนวความคิดในการสร้างความเป็นสัดส่วนของแต่ละเจ้าของทรัพย์สินให้ชัดเจนและสร้างให้เกิดความเป็นส่วนตัวไม่ล่วงล้ำกรรมสิทธิ์ซึ่งกันและกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกฎหมายเกี่ยวกับบ้านพักอาศัยที่สำคัญมีดังนี้

1.บ้านสูงไม่เกิน 8 เมตร
และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างไม่ถึง 6 เมตร
จะต้องถอยตัวอาคารบ้านพักอาศัยห่างจากกึ่งกลางถนนไม่น้อยกว่า 3 เมตร

2. บ้านสูงเกินกว่า 8 เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างไม่ถึง 10 เมตร จะต้องถอยตัวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนไม่น้อยกว่า 6 เมตร

3. บ้านสูงเกินกว่า 8 เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างขนาด 10-20 เมตรจะต้องสร้างอาคารถอยห่างจากเขตที่ดิน จากเขต ที่ดินเป็นระยะ 1 ใน 10 เท่า ของความกว้างถนน

4. บ้านสูงเกินกว่า 8 เมตรและสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างขนาด 20 เมตร ขึ้นไปจะต้องสร้างอาคารถอยห่างจากเขตที่ดินเป็นระยะอย่างน้อย 2 เมตร

5. การสร้างบ้านใกล้กับ แม่น้ำ คู คลอง ลำราง ลำประโดง ที่แคบกว่า 10 เมตร จะต้องถอยให้ตัวบ้านห่างจากขอบที่ดินอย่างน้อย 3 เมตร

6. ถ้าแหล่งน้ำนั้นกว้างกว่า 10 เมตร จะต้องถอยให้ตัวบ้านห่างจากขอบที่ดิน อย่างน้อย 6 เมตร

7.ถ้าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ หรือทะเล จะต้องถอยให้ตัวบ้านห่างจากขอบที่ดิน อย่างน้อย 12 เมตร
8.หากเป็นสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่นสะพาน ท่าเรือ อู่เรือ เขื่อน รั้วที่จำเป็น ต้องสร้างชิดแหล่งน้ำ ให้ยื่นขออนุญาตต่อทางราชการ ต่างหากจากบ้านพักอาศัย
9.ห้ามสร้างบ้านให้มีส่วนหนึ่งส่วนใด ยื่นรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินผู้อื่น

10. หากผนังข้างบ้านของท่านมีช่องเปิดต่างๆ เช่น ประตู หน้าต่าง แนวระเบียง ท่านต้องถอยร่นจากเขตที่ดิน เป็นระยะ 2 เมตร (สำหรับชั้นหนึ่งและชั้นสอง) และถอยร่นเป็นระยะ 3 เมตร (สำหรับชั้นสาม)

11. หากผนังข้างบ้านท่านเป็นผนังทึบและมีความสูงไม่ถึง
15 เมตร ให้เว้นระยะไว้อย่างน้อย 50 เซนติเมตรหรือถ้าต้องการสร้างผนังไปจนชิดแนวเขตจริงๆ
ต้องให้เพื่อนบ้านเซ็นยินยอมเสียก่อน
เนื่องจากเวลาก่อสร้างนั้นช่างของท่านต้องไปตั้งนั่งร้านเพื่อทาสีฉาบปูนในเขตที่ดินของเพื่อนบ้าน
(หากพื้นที่ใช้สอยของบ้านท่านรวมแล้วเกินกว่า 300 ตารางเมตร
ท่านต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร โดยรอบทุกกรณี)
12.กรณีที่บ้านของท่านมีความสูงเกิน 15 เมตร
ท่านจะต้องให้ผนังทึบถอยห่างจากแนวเขตที่ดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตร
ห้ามสร้างชิดเด็ดขาด (หากพื้นที่ใช้สอยของบ้านท่านรวมแล้วเกินกว่า 300
ตารางเมตร ท่านต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร
โดยรอบทุกกรณี)

13. การปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินนั้น
ตามกฎหมายกำหนดให้เปิดเป็นที่ว่างไว้ ไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
โดย 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้เพื่อการสร้างบ้านพักอาศัย (
ที่ว่าง หมายถึง พื้นที่อันปราศจากสิ่งปกคลุม ซึ่งอาจจัดให้เป็นบ่อน้ำ
สระว่ายน้ำบ่อพักน้ำเสีย ที่พักขยะมูลฝอย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้าน
ความแตกต่างระหว่างการซื้อบ้านจัดสรร
กับการซื้อบ้านจากบริษัทรับสร้างบ้าน
การซื้อบ้านจัดสรร
เป็นกรณีที่มีกลุ่มผู้ลงทุนจัดทำโครงการสร้างบ้านเป็นลักษณะหมู่บ้านตามที่เราเห็นกันตามถนนหนทางตัดใหม่มากมาย
โดยทางผู้ลงทุนจะลงทุนซื้อที่ดินตามทำเลต่างๆที่ประชาชนทั่วไปมีความสนใจ มีความสะดวกสบายเพื่อเป็นจุดขายของโครงการโดยจะมีแบบบ้านให้เลือกตามแบบที่โครงการมีโดยผู้ที่ต้องการซื้อบ้านต้องทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินหรือแยกซื้อระหว่างที่ดินกับตัวบ้านต่างหากซึ่งแล้วแต่ละโครงการ
การซื้อบ้านจากบริษัทรับสร้างบ้าน
กรณีที่แท้จริงแล้วเป็นการว่าจ้างให้บริษัททำการก่อสร้างบ้านเพราะตามวัตถุประสงค์แล้ว
บริษัทจะรับสร้างบ้านบนที่ดินที่ลูกค้ามีสิทธิเป็นเจ้าของไม่ว่าที่จะดินจะอยู่ ณ บริเวณใดบริษัทก็จะตามไปสร้างให้โดยบริษัทมีแบบบ้านให้เลือกมากมายหรือแล้วแต่ลูกค้าจะต้องการพร้อมกับรับออกแบบบ้านที่จะก่อสร้าง
รับตกแต่งภายในและหาสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยผู้ที่ต้องการสร้างบ้านต้องทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับบริษัทรับสร้างบ้านก่อน

กฎหมายเกี่ยวกับการสร้างบ้านเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างบ้านมีดังนี้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534,2542 และ 2543,ระเบียบกรุงเทพมหานคร,เทศบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน
พ.ศ.2543 ที่เห็นว่ากฎหมายบางส่วนเป็นประโยชน์กับท่านที่ต้องการปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเองโดยสรุปได้ดังนี้
(ตามกฎกระทรวงฉบับที่55 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อาคารตามกฎหมาย หมายถึง ตึก บ้าน เรือน โรงร้าน
แพ คลังสินค้า สำนักงานและสิ่งที่สร้างขี้นอย่างอื่น
ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้
ถ้าต้องการจะสร้างบ้าน
อันดับแรกจะต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องมีคำสั่งอนุญาตก่อนจึงจะปลูกสร้างบ้านได้
รายละเอียดการดำเนินการบริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ดำเนินการให้อยู่แล้ว
กรณีปลูกสร้างบ้านแฝด
กฎหมายกำหนดให้ต้องมีที่ว่างด้านหน้าและด้านหลังระหว่างรั้วหรือแนวรั้วหรือแนวเขตที่ดินกับผนังอาคารกว้างไม่น้อยกว่า
3 เมตร และ 2 เมตร ตามลำดับและมีที่ว่างด้านข้างกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร
1.อาคารที่ปลูกสร้างใกล้ถนนสาธารณะ
ที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคาร
ห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร
2.รั้วหรือกำแพงที่สร้างบ้านติดกับสาธารณะ
จะสร้างสูงได้ไม่เกิน 3 เมตร วัดจากระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ
3.การปลูกสร้างอาคารที่มีหน้าต่าง
ประตู ช่องระบายอากาศหรือช่องแสงหรือระเบียง
ต้องมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินดังนี้
-
อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องห่างจากเขตที่ดิน ไม่น้อยกว่า 2 เมตร
- อาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องห่างจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 3 เมตร กรณีไม่สามารถปลูกสร้างอาคารร่นระยะห่างได้
ต้องให้ผนังอาคารห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 50 ซม. แต่จะต้องก่อสร้างเป็นผนังทึบ
ในกรณีก่อสร้างชิดแนวเขตที่ดินต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านนั้นด้วย
สำหรับผู้ที่ซื้อที่ดินเปล่าเพื่อจะทำการปลูกสร้างบ้านเองนั้นอาจพบปัญหาที่ดินต่ำกว่าระดับถนนหรือบ้านข้างเคียงหรือพบปัญหาไม่มีที่ระบายน้ำ
เจ้าของที่ดินจะดำเนินการถมที่ดินขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขังหรือขุดดินทำทางน้ำในบ้านของตนเองได้
แต่ทั้งนี้ต้องกระทำภายใต้กฎหมาย คือ พระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ.2543
พอจะนำเสนอโดยสังเขปดังนี้
มาตรา 17
ผู้ใดประสงค์จะทำการขุดดิน โดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร
หรือมีพื้นที่ปากบ่อดินเกิน 10,000 ตารางเมตร
หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด
ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด
มาตรา 24 การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน
3 เมตร เมื่อจะขุดใกล้แนวที่ดินของผู้อื่นในระยะน้อยกว่าสองเท่าของความลึกของที่ดินที่จะขุดดินต้องจัดการป้องกันการพังทลายของดินตามวิสัยที่ควรกระทำ
มาตรา 26 ผู้ใดประสงค์จะทำการถมดินโดยมีความสูงของเนินดินเกินกว่าระดับที่ดินต่างข้าวของที่อยู่ข้างเคียงและมีพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น
ประกาศกำหนดจัดต้องมีการระบายน้ำเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ข้างเคียงหรือบุคคลอื่นพื้นที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศตามวรรคหนึ่งต้องไม่เกินสองพันตารางเมตร
ดีมากค่ะ
ตอบลบ